คำคมครูโกมล
22 ธันวาคม 2008“เพื่อนเอ๋ยถึงเรื่องหนึ่งว่า เวลานี้เราขาดคน ที่จะยอมตนเป็นอิฐก้อนแรกที่ทิ้งลงไป
และก็จมอยู่ที่นั้น เพื่อให้ก้อนอื่นๆ ถมทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้วเจ้าก้อนที่จะปรากฏ
เป็นผู้รู้จักของสังคมก็คือก้อนที่อยู่เหนือก้อนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกนั้นก็จมดินอยู่นั้นเอง”
“หินก้อน แรกร่วง ลงพื้น ก้อนอื่น ร่วงตาม ทับถม
กลบมิด ก้อนเก่า เจ้าจม สะสม เป็นทาง ให้เดิน”
กิจกรรมค่ายที่ตนเองทำนั้น มิได้หมายถึงการออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน สงเคราะห์เขา หรือช่วยแก้ปัญหาให้เขา แต่ชาวค่ายเองต่างหากที่เป็นผู้ได้ นอกจากน้ำใจจากชาวบ้านชนบทที่ชาวค่ายได้รับแล้ว ประสบการณ์ไม่กี่วันที่นักศึกษาจากในเมืองได้มีโอกาสไปพบเห็น ได้ร่วมคิด ถกเถียง เปิดมุมมองใหม่ๆ เพิ่มเติมจากตำรับตำราต่างหาก ที่จะยังประโยชน์ให้แก่ชาวค่ายในโอกาสอื่นๆ ต่อไป
เรื่องของปริญญานั้นอย่างไรเสียก็ต้องได้ ส่วนเรื่องความเป็นบัณฑิตนั้นไม่ใช่ใครจะมาหยิบยื่นให้กันได้ง่ายๆ แต่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ ยิ่งกว่าจะมาวัดกันง่ายๆ เช่นการสอบ
เปลวเพลิงชมพูที่ครูเล็กๆ ของแผ่นดินคนนี้จุดไว้ แม้ยังไม่ฉายฉาน แต่ก็จะไม่มีวันดับ มันจะคอยเผาผลาญอวิชชาให้มอดสิ้นไป เพราะกระสุนอาจฆ่าชีวิตเขาได้ แต่ไม่อาจทำลายอุดมการณ์และผลงานของเขา อุดมคติของโกมลจึงเป็นดั่งเทียนซึ่งเผาตนเองเพื่อให้แสงส่องทางแก่ผู้อื่น และการเผยแพร่อุดมคติของเขาก็เป็นดั่งการต่อเทียนด้วยเทียน คือ ง่าย ช้า แต่งดงาม
ถึงใครหลายคนจะสงสัยว่าอุดมคติและปณิธานของ โกมล คีมทอง ณ พ.ศ. นี้ จะยังยั่งยืนคงทนต่อการทดสอบท้าทายจากสังคมและผู้คนรอบข้างอย่างไร และแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม อิฐก้อนแรกที่ถมลงไปเพื่อส่วนรวมก้อนนั้นยังคงสามารถดำรงคุณค่าความดีงาม และเป็นเสมือนแรงบันดาลใจอันงดงามแก่คนหนุ่มสาวรุ่นต่อๆ มานับจากบัดนั้นจนถึงบัดนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย แม้ครูโกมล คีมทอง จะตายไปแล้ว แต่ดอกตูมในวันนั้นจากผลงานของเขา จักผลิบานขึ้นในดวงใจของเราในวันพรุ่ง
แม้ว่าจะไปได้รับความรัก ความเอ็นดู ตั้งแต่เด็กๆ เล็กๆ ไปจนพวกหนุ่มสาวรุ่นคราวเดียวกัน ขึ้นไปจนผู้ใหญ่คนแก่คนเฒ่าก็พากันชื่นชม แต่กระนั้น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า เขาเองยังไม่พอใจเท่าใดนัก เขาอ้างเสมอว่า “พวกกันไปพัฒนา แต่ไปแล้วชนบทไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสมกับคำว่าพัฒนา จะให้กันพอใจอยู่อย่างไร”
“ก่อนไปพวกแกก็ตั้งโครงการไว้เรียบร้อย จะทำถนน จะสร้างโรงเรียน ทำสุขศาลา ทำฝาย ทำประปา ฯลฯ เมื่อครบกำหนดเวลาก็ทำได้ตามนั้น หยูกยา เสื้อผ้าก็เอาไปแจก หมอก็เอาไปด้วย ช่วยกันรักษาชาวบ้าน อย่างนี้แกจะบอกว่าไม่น่าพอใจหรือมันล้มเหลวได้อย่างไรได้” ข้าพเจ้าแย้งเขา
“อย่างนั้นเขาไม่เรียกว่า “พัฒนา” แก”
“อย่างไร ไม่เข้าใจ แล้วแกจะให้เรียกว่าอะไร ?” ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะเข้าใจ
“อย่างนั้นเขาเรียกสังคมสงเคราะห์ เป็นแต่การบำบัดเท่านั้น ยาขาดเอายาไปให้ กะปิ ปลาร้า ข้าวปลาไม่มี ขนเอาไปให้ แต่แกคิดว่าของพวกนี้จะอยู่ได้เท่าไหร่ หมดแล้วชาวบ้านจะกินอะไร ไม่สบายเอาหมอที่ไหน เพราะที่เราไปด้วยเมื่อเรากลับก็กลับกับเรา เมื่ออย่างนี้ไม่ช้าเลยหมู่บ้านนั้นก็จะคงอยู่สภาพเดิมเมื่อก่อนที่เราเข้าไป แล้วมันได้อะไรขึ้นมา ไปสร้างโรงเรียน ไปทำสุขศาลา ถ้าไม่มีครู ไม่มีหมอไปอยู่เสียแล้วจะได้ประโยชน์อะไร เรากลับมาไม่กี่เดือนชาวบ้านจะรื้อไม้ไปทำฟืนเสียหมด”
โกมล คีมทอง


ดีมากค่ะ
ค่ายนี้ก็ฝึกอะรัยหลายอย่างทำให้เรามีความรู้สึกว่าอยากมาค่ายนี้อีก
เราได้อะไรหลายอย่างจากค่าย บางทีเราก้อรู้ตัว บางที่เราก้อไม่รู้ตัว