โกมล คีมทอง ครูของแผ่นดิน
22 ธันวาคม 2008เมื่อเอ่ยถึงชื่อ “โกมล คีมทอง” คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทราบว่าเขาเป็นใคร และยิ่งมีคนน้อยกว่านี้มากที่จะรู้ว่าเขาเคยทำ เคยสร้างอะไรมาบ้าง แต่หากเป็นคนที่อายุ 40 กว่าขึ้นไป อาจเคยได้ยินได้ฟัง หรือจำได้ว่า เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว มีข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวหนึ่งที่โด่งดังมาก เกี่ยวกับบัณฑิตหนุ่มสาวจากจุฬาฯ 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตขณะอุทิศตนเป็นครูเข้าไปตั้งโรงเรียนสอนหนังสือแก่เด็กในท้องถิ่นทุรกันดารที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คนหนึ่งนั้นคือ โกมล คีมทอง อีกคนเป็นเพื่อนของเขาที่ชื่อ รัตนา สกุลไทย ความน่าสนใจของชายหนุ่มคนนี้อยู่ตรงที่ว่า เขาเป็นคนหนุ่มที่ไม่เคยลังเลใจในการประกาศปณิธานแห่งชีวิตของตนว่า “จะขอเป็นครูตราบชั่วชีวิต” ตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยและยังศึกษาอยู่ ทั้งที่ด้วยโอกาสของเขาหลังจากจบการศึกษาแล้ว สามารถไต่บันไดทางการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือเสาะหาอาชีพที่ทำให้สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของเขาดีขึ้นได้โดยไม่ลำบากนัก ตามอย่างเพื่อนนิสิตนักศึกษาทั่วไปในสมัยนั้น
โกมล คีมทอง คือชื่อของคนหนุ่มแห่งลุ่มน้ำลพบุรี เขาเกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2489 ที่จังหวัดสุโขทัย เด็กชายโกมลใช้ชีวิตวัยเด็กและได้รับการศึกษาขั้นต้นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และมาต่อที่โรงเรียนบ้านหมี่วิทยาจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓หลัง จากนั้นได้มาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนกศิลปะ เมื่อปี 2509
โกมลสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สองแห่ง คือที่คณะนิติศาสตร์ (บางคนว่า คณะรัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่ค่านิยมในสมัยนั้น เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เรียนทางด้านสายศิลปะหรืออักษรศาสตร์ จะเลือกคณะอักษรศาสตร์เป็นอันดับหนึ่งส่วนคณะครุศาสตร์เป็นอันดับถัดมา แต่โกมลเลือกที่จะเป็นครูมากกว่าเป็นหมอความ
หลังจากเข้ามาเป็นนิสิตของจุฬา โกมลก็เริ่มทำกิจกรรมต่างๆ จนภาคเรียนเทอมปลาย (พฤษภาคม 2510) โกมลได้ไปร่วมค่ายอาสาพัฒนานิสิตนักศึกษาไทย-อิสลาม ที่ค่ายบ้านทอน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รุ่นพี่คณะครุศาสตร์เป็นผู้อำนวยการค่าย ถือว่าเป็นการไปค่ายครั้งแรก และที่ปัตตานี เขารับหน้าที่ช่วยงานด้านวิชาการให้กับค่ายนี้ จึงได้ไปรู้ไปเห็นวิธีการจัดและดำเนินการค่าย ความสนใจในกิจกรรมโดยเฉพาะค่ายอาสาเป็นพิเศษนี้เอง ที่เป็นพลังให้โกมลได้ดำเนินการจัดตั้ง “ค่ายพัฒนาการศึกษา” ขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนในปี 2511 ที่แปดริ้ว บ้านบางขวัญ ตำบลบางขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเขาเป็นผู้อำนวยการค่าย โกมลถือได้ว่าเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มตั้งค่ายพัฒนาการศึกษาเฉพาะ คือไปให้การศึกษาเด็ก ไปช่วยโรงเรียน ถือเป็นค่ายแบบใหม่ของสโมสรนิสิตจุฬาฯ (เดิมเป็นค่ายของคณะครุศาสตร์) เพราะมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษามากกว่าเรื่องการสงเคราะห์ หรือการก่อสร้างถาวรวัตถุให้แก่ชาวบ้าน และค่ายนั้นก็ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม
การที่โกมลอยู่ในวงกิจกรรมค่ายอาสา ค่ายการศึกษา ทำให้เขารู้สึกว่าชนบทเป็นสิ่งที่ต้องการการกระตุ้น ผลักดัน แก้ไข เมื่อเขาไปเห็นเด็กต่างจังหวัดเขาคงรู้สึกสะท้อนใจ และคิดว่าต้องให้ความช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส เขาเองมองกิจกรรมนักศึกษาในสมัยนั้นว่าไปทางด้านสนุกสนานเฮฮา จึงคิดว่ามันต้องมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีงามกว่านี้ เขาหวังให้น้องใหม่ คนในครุศาสตร์ ได้มองการศึกษา การทำงานในด้านการศึกษา ในภาพใหม่ๆ คือการที่จะได้เข้าใจความเป็นจริงของการศึกษาที่เป็นอยู่ เข้าใจสังคมที่การศึกษาจะไปมีบทบาท และจากประสบการณ์ในงานค่ายนี้เอง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจไปเป็นครูที่โรงเรียนเหมืองห้วยในเขา ต.บ้านส้อง กิ่งอ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี อันเป็นสถานที่แห่งสุดท้ายก่อนถูกยิงเสียชีวิต
“เพื่อนเอ๋ยถึงเรื่องหนึ่งว่า เวลานี้เราขาดคน ที่จะยอมตนเป็นอิฐก้อนแรกที่ทิ้งลงไป
และก็จมอยู่ที่นั้น เพื่อให้ก้อนอื่นๆ ถมทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้วเจ้าก้อนที่จะปรากฏ
เป็นผู้รู้จักของสังคมก็คือก้อนที่อยู่เหนือก้อนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกนั้นก็จมดินอยู่นั้นเอง”
โกมล คีมทอง

