-->

ฉันรักเสียงเพลง…เพราะมันคือสิ่งที่รับรู้ทุกความรู้สึก

11 มิถุนายน 2010

เคยรู้สึกไหม…หลายๆครั้งที่เราเกิดความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่าให้ใครฟังได้ แต่บังเอิญมันก็มีเพลงที่พูดแทนความรู้สึกของเราได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เหงา เศร้า อกหัก ตกหลุมรัก คิดถึงคนรัก คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ มีความฝัน มีความสุข อื่นๆอีกมากมาย มีคนเคยพูดอยู่บ่อยๆว่า เพลงนี้มันเกิดมาเพื่อเราเลย ซักพักอารมณ์เปลี่ยนไป ก็มักจะมีเพลงที่เกิดมาเพื่อเราอยู่เรื่อยๆ และคนแต่งเค้าคิดได้ยังไงว่าจะแต่งเพลงๆนี้ แล้วรู้ได้ยังไงว่าเพลงนี้มันจะไปสะดุดใจของใครอีกหลายๆคน

ย้อนไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว (นานจนเกือบจำไม่ได้ 555) เริ่มหัดกีต้าร์ด้วยเพลง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” มันเป็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกับนิ้วมือข้างซ้ายที่แสนจะบอบบางเหลือเกิน ปลายนิ้วแดงก่ำอยู่หลายอาทิตย์ กว่าจะหายก็ใช้เวลาพอสมควร  เพลงนี้ถ้าใครที่วัยใกล้เคียงกันก็พอจะนึกออกว่า เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ชื่อเรื่องก็เหมือนชื่อเพลง นุ๊ก สุทธิดาเป็นนางเอก และเต๋า สมชายเป็นพระเอก (แค่ดูพระเอกกับนางเอกก็คงบอกอายุได้ 555)  ที่หัดเล่นเพลงนี้ เพราะคอร์ดมันง่ายดี และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนเป็นแรงบันดาลใจให้หัดกีต้าร์ขึ้นมาเลยทีเดียว เล่นได้ซักพักก็พอจะตีคอร์ดก๊องๆแก๊งๆได้บ้าง เลยขอให้น้าซื้อกีต้าร์ให้ กีต้าร์ตัวแรกเป็นตัวเล็กๆ กะทัดรัด ราคา 800 บาท ยี่ห้ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงมาก ช่วงนั้นก็บ้าหัดเล่นกีต้าร์ทุกวัน แทบจะไม่ได้หยุด รู้สึกมีความสุขมากกับการที่ได้นั่งเล่นมันทุกวัน

มีช่วงหนึ่งเพลงเพื่อชีวิตก็เข้ามาในชีวิตแบบไม่รู้ตัว โดยเริ่มจากพี่ข้างบ้านที่ฟังเพลงของ พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ทุกวัน จนทำให้ติดไปด้วย และเริ่มฟัง เริ่มชอบ เริ่มติด เริ่มซื้อมาฟัง  ได้เริ่มฟังหนูมิเตอร์  หนุ่ม สกล  พงษ์เทพ และบังเอิญต้องจัดรายการเสียงตามสายของโรงเรียน ก็เลยเอาเพลงเพื่อชีวิตไปเปิดให้ทั้งโรงเรียนฟังซะเลย เผื่อเค้าจะติดเหมือนเราบ้าง 555 จนเพื่อนบอกว่า “ถ้าแกยังเปิดแต่เพลงเพื่อชีวิตนะ ฉันจะมาจัดรายการแทนแก” อิอิ แต่เราก็แอบเปิดมันอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ต้องสลับเพลงวัยรุ่นบ้าง เดี๋ยวโดนด่า ช่วงนั้นนักร้องก็จะเป็น เจอาร์วอย,โดม ปกรณ์ ลัม, ราฟฟี่-แนนซี่, ลิฟ-ออย, ไท ธนาวุติ, โลโซ และอีกเยอะแยะมากมาย

พอเข้ามหาวิทยาลัย เพลงก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทุกครั้งที่เหนื่อย เหงา เศร้า เสียใจก็จะเข้าห้องสมุดฟังเพลง หรือไปนั่งเล่นกีต้าร์ที่ศูนย์นันทนาการของมหาวิทยาลัย  จำได้ว่า มีครั้งหนึ่งทำข้อสอบชีวะไม่ได้ รู้สึกเศร้ามากๆแทบจะร้องไห้ตอนเดินมาจากห้องสอบ เลยเข้าห้องสมุดดนตรี ไปนั่งฟังเพลงของโลโซ ชื่อเพลง “รอยยิ้มนักสู้” น้ำตามันก็ไหลออกมาเหมือนเขื่อนทะลัก เพราะช่วงชีวิตแรกๆของมหาวิทยาลัยคือช่วงที่ทรมานที่สุด ทั้งคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน ทำข้อสอบไม่ได้ ตก mean บ้าง เหงาบ้าง ไม่รู้จะไปไหน ทำอะไรในแต่ละวัน แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้  ขอบคุณเพลงเพลงนี้ที่ทำให้ฉันยังจดจำได้เสมอ ว่าเสียงเพลง รอยยิ้มนักสู้ เป็นกำลังใจให้ฉันก้าวผ่านช่วงชีวิตที่เลวร้ายไปได้ (หลังจากนั้นอีกไม่ถึงปี การสอบตกก็กลายเป็นเรื่องชิวๆหวิวๆไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลย 555)

มีอยู่วันหนึ่ง ช่วงที่เดินกลับมาจากเรียนเสร็จ ก็เหลือบมองไปเห็นวงดนตรีเล็กๆ มีคนดูอยู่ไม่ถึง 50 คน กำลังร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เคยฟังเลย แต่กลับให้ความรู้สึกที่ดีมากมาย ก็เลยยืนดูซักพักหนึ่ง แล้วก็ขึ้นหอพักเพื่อไปเอาซาวน์อะเบาท์มาอัด แล้วก็มานั่งคนเดียวท่ามกลางใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จักเลย คนเล่นก็ไม่รู้เล่นเพลงอะไร คนดูก็ลดลงเรื่อยๆเหลืออยู่ประมาณ 20 คน แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย รู้แต่ว่าเพลงที่เขาเล่นกันช่างเพราะจัง มันมีเพลงแบบนี้ในโลกนี้ด้วยเหรอ ทำไมไม่เคยฟังมาก่อน ยังมีเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังของบทเพลง มันช่างเติมเต็มให้เพลงน่าฟังมากขึ้น มีอยู่เพลงๆหนึ่งที่ทำให้น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว คือเพลง “ถั่งโถมโหมแรงไฟ” ซึ่งสะท้อนภาพเรื่องราวประวัติในเหตุการณ์เดือนตุลา พี่ๆกลุ่มนี้ที่เรียกตัวเองว่า “สลึง” ก็จะเล่าให้ฟังว่าเพลงๆนี้สื่อความหมายถึงอะไร คำถามมันก็เกิดขึ้นในใจว่า มันมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยเหรอ มันเป็นความเจ็บปวดที่เมื่อไหร่ที่ได้ยินได้ฟัง เราก็เจ็บปวด แล้วคนที่เค้าอยู่ในเหตุการณ์ละ เค้าจะรู้สึกอย่างไร…นอกจากเพลงนี้แล้วก็ยังมีหลายบทเพลงที่มันกระแทกจิตใจแบบจังๆ นั่งฟังไปอย่างเคลิบเคลิ้มพอหันไปมองข้างๆ เหลือคนอยู่ไม่ถึง 20 คน เพราะตอนนั้นจะเที่ยงคืนแล้ว แต่หอปิด 4 ทุ่ม พอหลังจากที่พี่ๆเล่นจบ ฉันก็เลยรีบวิ่งขึ้นหอไปอ้อนวอนขอแม่บ้านให้เข้าไป สุดท้ายแม่บ้านเลยต้องขอลายเซ็นต์เป็นที่ระทึกไว้ตามระเบียบ 555 (ภายหลังก็เลยมีลายเซ็นต์เป็นประจำๆ) เทปบันทึกที่อัดการเล่นดนตรีของกลุ่มสลึง ฉันก็เอาไปฟังอยู่ทุกวัน ทุกวัน ซ้ำๆ พร้อมกับหาคำตอบเบื้องหลังของบทเพลงแต่ละเพลง หนังสือสลึงที่ได้มาในราคา 20 บาท ก็ถูกเปิดทีละหน้า ร้องได้บ้างร้องไม่ได้บ้าง บางทีก็อ่านเฉพาะเนื้อหา บางทีก็หาในอินเตอร์เน็ต บางทีก็ได้ฟังในห้องสมุดดนตรี…แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้ยินพี่ๆร้องให้ฟังมากกว่า มันเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ก้าวออกมาเพื่อที่จะได้เรียนรู้ชีวิตคน เรียนรู้สังคมอื่นๆที่นอกจากการอยู่กับตัวเอง หลังจากนั้นชีวิตที่เคย เรียน นอน กิน เที่ยว ก็หายไป มีชีวิตอีกโลกใบหนึ่งที่ให้เราได้แสวงหา แต่ฉันก็ยังคงต้องหาคำตอบมันอยู่ตลอด เพราะสังคมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ภายในเร็ววัน

และเสียงเพลงก็ยังเป็นเพื่อนที่ดี รับรู้ในทุกๆความรู้สึก ถึงแม้บางครั้งความรู้สึกนั้นเราจะไม่กล้าพูดกับใคร แต่ก็ยังมีเพลงที่เกิดมาเพื่อเราอยู่เสมอ



มี 5 ความคิดเห็น สำหรับ “ฉันรักเสียงเพลง…เพราะมันคือสิ่งที่รับรู้ทุกความรู้สึก”

»
  1. จิ๊บจ๊อย
    14 กรกฎาคม 2010 เมื่อ 2:55 pm

    ทีแรกผมกะว่าจะอ่านไม่กี่บรรทัดหรืออ่านลวกๆ แต่อ่านไปพักหนึ่งกลับทำให้ผมต้องอ่านจนจบ

    เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่เริ่มต้นในแนวคิดการทำงานเพื่อสังคมจากบทเพลงเหมือนพี่แอ๋ม และเชื่ออีกว่ามีอีกหลายคนที่เริ่มต้นจากหลายเหตุการณ์

    เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

  2. หนุ่ย
    15 กรกฎาคม 2010 เมื่อ 4:11 pm

    คิดถึงจิ๊บจ๊อย

  3. aomamm
    9 สิงหาคม 2010 เมื่อ 9:14 pm

    คิดถึงเช่นกันจ้าา

  4. วิจิตรา
    4 กันยายน 2010 เมื่อ 10:57 am

    เป็นไงบ้าง จำกันได้หรือปล่าว น้องกี้

  5. วิจิตรา
    4 กันยายน 2010 เมื่อ 10:58 am

    เป็นไงบ้าง จำกันได้หรือปล่าว น้อง

ร่วมแสดงความเห็น