ค่ายเยาวชน: ความอับจนทางภูมิปัญญาของนักกิจกรรม
16 ตุลาคม 2009กิจกรรมฮอตฮิตของชมรมค่ายยามอัสดงของกิจกรรมนักศึกษายุคนี้คงไม่มีใครเกิน “ค่ายเยาวชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเริ่มมาก่อนเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว จนกระทั่งลามมาถึงชมรมอื่นๆ มากขึ้น
ค่ายเยาวชนมีหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ค่ายที่ไม่ต้องคิดมาก อย่างค่ายที่แค่ไปรับสมัครเด็กมัธยมในโรงเรียนแล้วเอาไปให้ศูนย์ศึกษาธรรมชาติของกรมป่าไม้ดูแลทั้งกระบวนการราว 3-4 วัน ก่อนจะกลับมาพร้อมร่องรอยคราบน้ำตาจากคืนบายศรี จนถึงค่ายเดินป่า ค่ายอนุรักษ์ที่ทำกันเอง ค่ายเยาวชนในพื้นที่ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ค่ายเยาวชนเป็นทางออกยามมืดมิดได้จริงหรือไม่ เรามาดูประเด็นเหล่านี้กันดีไหม
ค่ายเยาวชนเดินป่า: ค่ายศึกษาชีววิทยา?
“นี่ต้นอะไร” คำถามยอดฮิตในค่ายเยาวชนเดินป่า ที่มักจะตามมาด้วยคำถามว่า “กินได้ไหม”
แต่คำตอบที่ได้รับมักจะลืมเลือนหายไปในเวลาไม่นาน ดูราวกับคำถามเหล่านั้นเป็นเพียงการสนองความสนใจใคร่รู้ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความรู้นั้นไม่ได้จำเป็นต่อวิถีชีวิตของผู้ถาม มากไปกว่าการ “ได้รู้” ที่อาจจะเอาไปอวดเพื่อนๆ ได้
การรู้ชื่อต้นไม้ ลักษณะเฉพาะของต้นไม้แต่ละต้น วิธีการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตในป่า เหล่านี้เป็นเรื่องน่าสนใจดีอยู่หรอก แต่มันมีประโยชน์อะไรเล่า
หรือมันเป็นเพียงการสนองความรู้สึกคนชั้นกลาง ที่ชอบความสวยงาม แปลกใหม่ แต่ไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์ต่อชีวิต เนื่องเพราะความรู้สึกซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน ที่ต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบตลอดเวลา ต้องทำในสิ่งที่สังคมบอกว่าดีตลอดเวลา จึงปรารถนาที่จะมีชีวิตที่แปลกแตกต่างออกไป
หรืออาจจะเป็นความรู้สึกลึกๆ ของมนุษย์ที่ต้องการ “คืน” กลับสู่ธรรมชาติ ในท่ามกลางสังคมที่กักขังมนุษย์ไว้ในวิถีชีวิต “สมัยใหม่”
จากการสอบถามพบว่า เหตุผลของการควร “รู้” ข้อเท็จจริงทางชีววิทยา (ไม่ใช่นิเวศวิทยา) คือการได้เห็นความเกื้อกูลและต่อสู้กันของสิ่งมีชีวิตในป่า ได้เห็นว่าป่าสวยงาม และ”มีประโยชน์” จะได้มี “จิตสำนึก” (โอ คำว่าจิตสำนึกนี่น่าปวดหัวที่สุดเลย)
แต่ระบบนิเวศเป็นเรื่องราวของป่าเท่านั้นล่ะหรือ เราอาจได้รู้เรื่องราวของต้นไทรหรือเรื่องราวของชั้นไม้ในป่า ที่พอจะมาเปรียบกับสังคมได้บ้าง แต่แค่นั้นจะพอหรือ เพราะระบบนิเวศไม่อาจแยกขาดจากคนได้เลย ทว่าเวลาเราไปค่ายเรามักจะมองคนว่าแยกออกจากป่า กล่าวคือ เป็น “คนใช้ประโยชน์” หรือไม่ก็เป็น “คนทำลาย” แล้วถามตัวเองว่าอยากอนุรักษ์ไว้ไหม แต่ความเชื่อมต่อ/ความสัมพันธ์ของคนกับป่าแข็งทื่อตายตัวเพียงนั้นเชียวหรือ
ค่ายเยาวชนสายกรมป่าไม้: ยาพิษเคลือบใบไม้
บทสุดท้ายของค่ายเยาวชนมักเป็นแค่ความรู้สึกประทับใจต่อความสวยงามและประโยชน์ของธรรมชาติ นั่นเพราะกระบวนการค่ายมุ่งไปเพียงแค่นั้น นับตั้งแต่ทำความรู้จัก เดินป่า ฯลฯ คนที่ผ่านค่ายมาจึงได้เพียงแค่คนที่พอรู้จักต้นไม้ รู้วิธีก่อไฟ หุงข้าวหม้อสนาม สิ่งที่ได้คือความสัมพันธ์ของชาวค่ายหลังจากได้สนุกสนานกับเกมร่วมกัน และซาบซึ้งกับความสวยงามของป่า รันทดกับคำบอกเล่าว่าป่ากำลังถูกทำลาย สิ่งสวยงามและมี “ประโยชน์” เหล่านี้กำลังจะหมดแล้ว
เมื่อเยาวชนได้เห็นว่าป่าสวยอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ก็จะรักป่ารักสัตว์ป่า แล้วก็จะรู้สึกว่าใครทำลายป่าเลว แล้วใครทำลายป่าล่ะ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้มักบอกว่าชาวบ้านที่อยู่รอบๆ นั้นมักเผาป่า ทำลายป่า แอบเข้ามาลักลอบตัดไม้ ดักสัตว์ ฯลฯ กรมป่าไม้มีเจ้าหน้าที่ไม่พอที่จะดูแล ฟังดูก็รู้สึกได้ว่าชาวบ้านเป็นคนไม่ดี
บทวิเคราะห์สาเหตุก็มักจะเป็นว่าปัญหาการทำลายป่าเกิดจากคนไม่มีจิตสำนึก และชาวบ้านรอบๆ ทำลายป่า ทางแก้ก็คือ เราต้องทำตัวเองให้ดีที่สุด ไม่โกงไม่กิน ใช้สอยอย่างประหยัด ปิดน้ำไฟเมื่อไม่ใช้ ลดการใช้กระดาษ ฯลฯ เฝ้ารอว่ากรมป่าไม้จะได้งบประมาณมากๆ เพื่อมีเงินจ้างคนมารักษาป่าให้เพียงพอ มาไล่จับคนตัดไม้ และพวกทำลายป่าออกไปจากป่าให้ได้
แต่คำถามที่หายไปก็คือ“ป่าสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร” เรามีวิธีอธิบายป่าที่มีมาตั้งแต่ประถมว่า ป่าสร้างความชุ่มชื้น ให้ความรื่นรมย์ เก็บกักน้ำ ป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ นั้นมองด้วยวิธีคิดว่าป่ามีประโยชน์อะไรกับมนุษย์ เมื่อเราละเลยที่จะถามถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับป่า เราก็จะมองไม่เห็นมิติของการกินอยู่กับป่าของชุมชนหรือของคน ที่มิใช่การแบกข้าวเข้าป่าแล้วไปก่อไฟสามเส้ากินข้าวในป่าสักสามวันเจ็ดวันของชาวค่าย แต่เป็นเรื่องความเป็นความตายของคนในชุมชนอยู่กับป่าทั้งชีวิต
เมื่อวิธีวิเคราะห์ผิดพลาดการแก้ปัญหาก็ผิดพลาด ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาของกรมป่าไม้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถรักษาป่าได้ วิธีคิดเหล่านี้กำลังถูกตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดที่ให้รัฐแย่งอำนาจในการดูแลทรัพยากรของชาวบ้านมายึดไว้ในมือของรัฐผ่านกลไกกฏหมาย/อำนาจรัฐ การแยกปัญหาความยากจนออกจากปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การมองไม่เห็น/ดูถูกดูแคลนความสัมพันธ์ของชุมชนดั้งเดิมกับป่า ฯลฯ
มันเป็นการปะทะกันของความคิดแบบแยกส่วนและความคิดแบบเชื่อมโยง
หากเราไม่ด่วนสรุปด้วยวิธีคิดแบบแยกส่วนที่เห็นเพียงว่าการทำลายป่าเกิดจากชาวบ้านเห็นแก่ตัว ก็ถามต่อไปว่าทำไมชาวบ้านต้องทำลายป่า ทำไมต้องล่าสัตว์ ซึ่งน่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่มากไปกว่าการเพิ่มงบประมาณกรมป่าไม้และกันชาวบ้านออกจากป่า
การถามเช่นนี้จะนำไปสู่การตั้งคำถามว่า “อะไร”ทำให้ชาวบ้านทำลายป่า เคยมีคนรวยๆ ไปตัดไม้ไหม เห็นมีแต่คนจนไปตัด แล้วถ้าชาวบ้านมีกินเขาจะทำลายป่าไหม ซึ่งก็ต้องถามต่อไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองไทย ถามต่อและถามต่อ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
ทำตัวเองให้ดีก่อน : การแก้ปัญหาอย่างแยกส่วน
งานค่าย/ค่ายเยาวชนเป็นงานสร้างจิตสำนึก แล้วจิตสำนึกคืออะไร เพียงแค่อยู่ชมรมอนุรักษ์/ชมรมอาสา เอื้อนเอ่ยถึงความงดงามของป่า/ชนบทอย่างชนชมและรัก เป็นการแสดงออกว่ามีจิตสำนึกจริงหรือไม่
“การเป็นคนดีในสังคม” “ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด” เป็นคำตอบคลาสสิคเวลาถูกถามว่าเราจะทำอะไรเพื่อธรรมชาติและแก้ปัญหาสังคม ก็นับว่าเป็นคำตอบที่ดี แต่ดีในเบื้องต้นเท่านั้น ต้องถามต่อว่า แค่นี้พอหรือ จะทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหม
คำตอบอย่างข้างต้นดูสอดคล้องกับแนวคิดแบบโครงสร้าง-หน้าที่ ที่ว่าถ้าฟันเฟืองทุกตัวทำหน้าที่ตนเองสังคมก็จะดี ที่ทุกวันนี้สังคมแย่ก็เพราะคนไม่ทำหน้าที่ เช่น คอรัปชั่น เช้าชามเย็นชาม ซึ่งนับว่าตรงกับแนวคิดกระแสหลักของสังคมที่เป็นปัจเจกชนนิยมทุกวันนี้ดี ไม่ต้องยุ่งกับใครมาก เห็นมนุษย์เป็นส่วนๆ เอกเทศจากกันและกัน ไม่เกี่ยวข้องกับสังคมมาก ไม่ต้องสงสัยว่าสังคมทั้งระบบว่ามีกลไกอะไรบ้างที่ทำให้คนเป็นเช่นนี้ และไม่ต้องตั้งคำถามว่าถ้าทุกคนในสังคมทำตามหน้าที่ของตนเองทั้งหมดแล้วจะสังคมจะดีขึ้นจริงหรือไม่
แต่ถ้าการมีจิตสำนึกทางสังคมจะหมายถึง “การตระหนักรู้ว่าตนเองอยู่ตรงไหนในสังคม สิ่งแวดล้อม และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งต่างๆ ในสังคม” นั่นก็จะหมายความว่าเมื่อเรามีจิตสำนึกทางสังคม เราก็จะเห็นความไม่ยุติธรรมในสังคม และเมื่อรับรู้เช่นนี้ ขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องของความเชื่อ(หรือปรัชญาหรืออุดมการณ์หรืออะไรทำนองนี้)แล้วว่า “ตอนนี้สังคมเป็นอย่างไร กำลังจะไปทางไหน” “เราต้องการสังคมแบบไหน?” หลังจากเราตอบคำถาม (อาจจะยังไม่จำเป็นต้องชัดเจนนัก) และเลือกว่าเราต้องการสังคมแบบไหนแล้ว เราก็จะมีการกระทำการต่อสิ่งต่างๆ ในสังคมเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การสร้างจิตสำนึกไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้างจิตสำนึกที่ชัดเจนขึ้นจำเป็นต้องลงไปปฏิบัติการกับสังคมที่เป็นจริงด้วย และเมื่อเราได้ผ่านการนำความคิดความเชื่อที่เป็นจริงมาปฏิบัติก็จะพบข้ออ่อนข้อผิดพลาดในความคิดมากมาย และการเกิดจิตสำนึกที่มั่นคงนั้นก็เกิดจากการปฏิบัติการทางสังคมด้วย เพราะการปฏิบัตินั้นจะทำให้มีความรู้สึกร่วมกับงาน เป็นส่วนหนึ่งของงาน มิใช่ผู้สังเกตการณ์อย่างการไปค่าย มิใช่ผู้ช่วยเหลืออย่างการไปม็อบ มิใช่ผู้วิจารณ์อยู่วงนอกทั้งที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ฯลฯ แต่เป็นผู้หนึ่งที่ “ร่วม” เปลี่ยนแปลงสังคมหรือ “อนุรักษ์”ธรรมชาติ
ถ้าเช่นนั้น การทำงานชมรม การพูดถึงความสวยงามของธรรมชาติ/ชนบท ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการมีจิตสำนึก และจะไม่หยุดอยู่แค่ “ทำตัวเองให้ดีก่อน”
ค่ายเยาวชน เพื่อความสัมพันธ์ของคนในค่ายหรือเพื่อธรรมชาติและความเป็นธรรม
เด็กคืออนาคตของชาติ เป็นเหตุผลหนึ่งในการทำค่ายเยาวชน เราต้องเริ่มทำตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก แล้วอนาคตก็จะมีแต่คนดีๆ หรือเด็กเป็นผ้าขาว บริสุทธิ์ งดงาม ราวกับว่ามาเข้าค่าย 3-7 วันก็จะขาวตลอดไป แม้ต้องเจอกับครอบครัว สื่อมวลชน สังคม และโรงเรียนไปอีกตลอดชีวิตก็ตาม
สังคมเมืองเป็นสังคมที่โดดเดี่ยว “ค่าย” เป็นสถานการณ์ “พิเศษ” หนึ่งที่ออกจากสังคมปกติ ภายในค่ายจะมีเหตุการณ์ “พิเศษ” อย่างเป็นระบบ กระบวนการเหล่านี้ “สร้าง” อารมณ์ความรู้สึกแบบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เริ่มตั้งแต่การมีพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องๆ มีเกมสร้างความรู้จักกันจนไปถึงความสนิทสนมในเวลาอันรวดเร็ว มีกฎเกณฑ์ มีงานให้ทำร่วมกัน ในความสัมพันธ์เหล่านี้ “พี่เลี้ยง” เป็นตัวหล่อลื่นที่สำคัญ
พี่เลี้ยงจะคอยดูแลความรู้สึกน้องตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าในค่ายด้วยความหวาดหวั่นต่อคนแปลกหน้าจำนวนมาก จนกระทั่งสนิทสนมกับคนแปลกหน้าเหล่านั้นในชั่วข้ามคืน นอกจากนั้นพี่เลี้ยงก็จะดูแลการทำงานของน้องๆ ซึ่งรวมไปถึงการ “ให้” ความรู้ด้วย ฯลฯ ราวกับเป็นพ่อแม่วัยเยาว์ การ “ดูแล” เหล่านี้เจือไปกับการ “ออกคำสั่ง” ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของวัตถุประสงค์/กฎค่ายอีกทีหนึ่ง การออกคำสั่งเหล่านี้แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่อยู่ในกระบวนการและส่วนที่เป็นดุลพินิจของพี่เลี้ยงเอง ส่วนที่เป็นดุลพินิจของพี่เลี้ยงก็จะขึ้นกับอุปนิสัยของพี่เลี้ยงเอง จะใจดี จะดุ จะตลกหรือโศกซึ้งก็แล้วแต่
ความเป็น “พี่เลี้ยง” จะมีสถานะพิเศษที่ทำให้ “น้อง” เชื่อฟัง ด้วยความที่อายุมากกว่า มีการรวมตัวจัดตั้งอย่างเป็นระบบมากกว่า มีประสบการณ์ – ข้อมูลที่ตระเตรียมกันมาแล้ว มีกฎค่ายที่พี่เลี้ยงเป็นฝ่ายควบคุม
ด้วยสถานะพิเศษดังกล่าว ความสัมพันธ์ของพี่เลี้ยงกับผู้เข้าร่วมค่ายจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมทางอำนาจ และความรู้สึก พี่เลี้ยงจะรู้สึกเหนือกว่า รู้มากกว่า ฉลาดกว่าสมาชิกค่าย เป็นผู้ให้ เป็นผู้ควบคุมจัดการ ความรู้สึกเช่นนี้สนองตอบความรู้สึกไร้อำนาจของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมเสรีได้เป็นอย่างดี
ข้างฝ่ายสมาชิกค่ายหรือเรียกโดยทั่วไปว่าน้องค่าย ก็รู้สึกชื่นชมพี่เลี้ยงที่ใจดี มีความรู้ ตลก อบอุ่น จึงมักมีปรากฏการณ์น้องติดพี่ พี่เลี้ยงก็รู้สึกดีที่มีน้องติด เป็นที่สนใจของน้อง และอาจเกินเลยไปถึงความสัมพันธ์ฉันท์แฟนในอนาคต
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเหตุผลแฝงในการทำค่ายเยาวชนหรือไม่ ยังไม่เคยมีใครถามอย่างจริงจัง หรือหากถามแล้วอาจจะไม่มีใครอยากตอบ
ประเด็นหลักในการทำค่ายเยาวชนอีกประการที่มักจะเป็นประเด็นที่ประสบความสำเร็จเสมอๆ เนื่องจากความล้มเหลวทางเนื้อหา ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความประทับใจ ซึ่งก็จะมีทั้งประทับใจป่าและประทับใจพี่ อันจะนำไปสู่การประทับใจค่าย น้องที่เคยผ่านค่ายก็จะอยากทำค่ายให้น้องรุ่นต่อไป เพราะอยากเป็นอย่างพี่ๆ ที่เก่งและมีน้องๆ ติด
ถ้าเช่นนั้น ค่ายเยาวชนได้อะไร ได้ความคิดเกี่ยวกับป่าอย่างแยกส่วนและความสัมพันธ์อันดีระหว่างน้องด้วยกันและน้องกับพี่เลี้ยงเท่านั้นใช่ไหม
เมื่อเป็นเช่น ค่ายเยาวชนจึงเห็นผลงานรูปธรรมเพียงแค่เด็กร้องไห้ตอนจบค่าย อย่างมากเด็กทำนิทรรศการ/จุลสารหลังค่าย หรือทำค่ายต่อไป และต่อไป ทำค่ายเพื่อทำค่าย…
เหตุผลในการทำค่ายเยาวชน
1. ง่าย ค่ายเยาวชนทุกวันนี้ เป็นค่ายสำเร็จรูป กรมป่าไม้ตั้งศูนย์ศึกษาธรรมชาติมากมาย มีกิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติ มีการอบรมนักสื่อความหมายธรรมชาติ มีค่ายทุกอาทิตย์ ฯลฯ ใครเคยผ่านค่ายมาแล้วก็สามารถเอากิจกรรมที่เคยทำไปทำค่ายต่อได้ ไม่ต้องคิดมาก รู้ข้อมูลมาก ขอเพียงเก่งเกมและมีเทคนิคทำให้น้องสนุกและเชื่อฟัง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การรู้ข้อมูลสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจึงไม่จำเป็น มีนักทำค่ายกี่คนที่รู้ว่าตอนตีสามของวันพุธในสวนจตุจักรมีการซื้อขายกล้วยไม้ที่ตัดมาจากป่าอันอุดม มีนักทำค่ายกี่คนรู้บ้างว่าการสร้างเขื่อนไม่ใช่ได้ไฟฟ้าและน้ำอย่างเดียว มีนักล่าค่ายกี่คนรู้บ้างว่าตอนนี้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลธรรมชาติแล้ว เปิดโอกาสให้จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว ฯลฯ
มีนักทำค่ายกี่คนตั้งคำถามกับการพัฒนา มีนักทำค่ายกี่คนตอบคำถามได้ว่าถ้าไม่สร้างเขื่อนแล้วจะเอาน้ำเอาไฟจากไหน แก้ปัญหามลพิษในกรุงเทพฯอย่างไร ถ้าประเทศไทยไม่เอาอุตสาหกรรมจะทำได้ไหม ฯลฯ
ยาก ใช่ คำถามเหล่านี้ยาก แต่จำเป็นต้องตอบไหม ถ้าจะทำงานด้านอนุรักษ์ หากเราเอาเนื้อหาเหล่านี้ไปปรับใส่ในค่าย ค่ายจะยากขึ้น ไม่ง่ายเหมือนเก่าแล้ว นักทำค่ายสำเร็จรูปจะยอมไหม? เพราะมันหมายถึงการต้องทำการบ้านมากขึ้นอีกเยอะ ต้องใช้ความคิดมากขึ้นอีกมาก
2. สวยสดงดงาม ไม่ต้องขัดแย้งกับใคร การไปค่ายนั้นได้พบกับสายลมแสงแดด ภูเขา ป่าไม้ อันเป็นสถานที่ในฝันของคนชั้นกลาง ได้ความประทับใจทั้งต่อป่าและต่อเพื่อน/พี่เลี้ยง ไม่มีเรื่องในหนักสมอง ไม่ต้องวิเคราะห์มาก จนกระทั่งมีแนวโน้มที่จะมองการอนุรักษ์แบบที่คัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐที่ทำลายสิ่งแวดล้อมว่ารุนแรง มองการอนุรักษ์เป็นเพียง “ทำตัวเองให้ดี 4R ปลูกป่า ล่าค่าย” มองการเมืองว่าเป็นเรื่องสกปรก สมดังที่ฝ่ายนักการเมืองสกปรกอยากให้มอง ทั้งที่การเมืองมีมิติที่มากไปกว่าการเลือกตั้งหรือแย่งตำแหน่ง อันที่จริงการเมืองหมายถึง “ระบบความสัมพันธ์ในการจัดสรรทรัพยากรและอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร” ดังที่มีการพยายามสร้างคำใหม่ว่าการเมืองภาคประชาชน ประชาสังคม การเมืองแบบตรวจสอบ การเมืองแบบมีส่วนร่วม ฯลฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรและสร้างอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร
3. ไม่ต้องรับผิดชอบนาน ทำ 3 – 7 วัน แล้วก็ไปทำค่ายใหม่อีกครั้งกับน้องใหม่ๆ ดังนั้นเนื้อหาจึงไม่ต้องพัฒนาเพราะน้องที่เข้ามาเป็นกลุ่มใหม่ ใช้กิจกรรมเก่าของค่ายที่แล้วก็ได้ ส่วนน้องที่ผ่าค่ายไปแล้วก็บ๊ายบายจ้ะ
4. รู้สึกว่าทำกับเพื่อนไม่ได้ หลอกเด็กดีกว่า ค่ายเด็กนั้นทำง่าย ในแง่ที่ว่าเราแก่กว่าหลายปี และระบบการศึกษาเมืองไทยเน้นให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่อยู่แล้ว (แต่จริงๆ แล้วยากนะ แต่เอาไว้อภิปรายกันวันหลัง) ในขณะที่ถ้าเราทำกับเด็กในมหาวิทยาลัย ที่อายุไม่ห่างกันมาก ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน ก็มักประสบปัญหาเรื่องน้องไม่เชื่อฟัง ตั้งคำถามยากๆ ซึ่งท้าทายนักทำค่ายที่ไม่ยอมทำการบ้านเกินไป ดังนั้นข้อสรุปที่ไม่ต้องเรียกร้องตนเองมากก็คือ ไปทำกับเด็กดีกว่า
เนื้อหาแบบไหนเหมาะกับเด็ก
อุปสรรคอีกอันหนึ่งคือคนทำค่ายมักจะบอกว่าเนื้อหาแบบที่กล่าวมานี้มันยากไป กลัวเด็กรับไม่ได้ แต่ต้องถามลึกไปอีกว่ายากไปสำหรับเด็กหรือสำหรับคนทำค่ายกันแน่ และใครรับไม่ได้กันแน่
เพราะหากเราเห็นความสำคัญของเนื้อหา มันก็จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการสื่อเนื้อหาอีกที หากเราไม่หยุดอยู่เพียงการไปลอก/เอาวิธีการสื่อ/เกมที่เขาทำมาแล้ว ในเนื้อหาเดิมๆ ในเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ต้องคิดเอง ไม่ต้องสร้างสรรค์ใหม่ เราก็จะมีวิธีการสื่อ/กิจกรรมมากมายที่ทำให้คนเข้าใจระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า วิธีคิดแบบเชื่อมโยง องค์รวม
หรืออาจเป็นไปได้ว่าไม่ใช่คิดเนื้อหา/กิจกรรมเองไม่ได้ แต่วิธีคิดผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว คือไม่เข้าใจระบบนิเวศ ไม่สามารถเชื่อมโยงคนกับป่าได้ ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชุมชนกับป่า วัฒนธรรมกับป่า มนุษย์กับสังคม วาทกรรมการพัฒนา ฯลฯ
ไม่มีทางออกให้
ทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามานั้นก็ปรารถนาให้คนทำค่ายได้ทบทวนตนเอง พัฒนาการทำค่ายทั้งในแง่เนื้อหาและรูปแบบ ค่ายยังมีประโยชน์อีกมากมาย ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมสำคัญอันหนึ่งในการทำงานเพื่อธรรมชาติและความเป็นธรรมในสังคม แต่การทำกิจกรรมใดๆ ก็จำต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
บทความนี้ไม่ได้เรียกร้องอย่างหัวชนฝาให้คนทำค่ายออกมาเคลื่อนไหวทางสังคม แต่ยังเห็นด้วยต่อความคิดเรื่องการแบ่งงานกันทำตามความถนัด เช่น สร้างจิตสำนึกกับเคลื่อนไหว แต่ต้องมิใช่การแบ่งงานกันทำอย่างแยกส่วน จำเป็นต้องเข้าใจในขบวนทั้งหมด ว่าจะทำงานสอดรับกันได้อย่างไร ไม่ใช่ทำค่ายเพื่อทำค่าย หรือเคลื่อนไหวเพื่อผลสำเร็จของประเด็นอย่างเดียวโดยไม่คิดถึงการเติบโตของขบวนการ บทความนี้ต้องการวิจารณ์ค่ายสร้างจิตสำนึกที่ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตกอยู่ในวิธีคิดแบบเก่าที่แยกส่วน มองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่า มองไม่เห็นความผิดพลาดของรัฐในการดูแลป่า ซึ่งรังแต่จะสร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาไม่จบสิ้น
นอกจากนั้นก็อยากให้ทบทวนการทำค่ายค่ายด้วยว่ามุ่งอะไร “มุ่งให้” หรือ “มุ่งเติบโตร่วมกัน” ถ้าเรามุ่งเป็น “ผู้ให้” ที่ให้ความรู้ ให้ความอบอุ่น คำถามที่ตามมาคือแล้วเราเติบโต/เรียนรู้อะไรในแง่เนื้อหา นอกจากเทคนิคการทำค่าย
หรือเป็นเพียงสนองความต้องการตัวเอง
กิตติชัย งามชัยพิสิฐ, จุลสารแสนแสบ เล่ม 1, 2544


เป็นบทความที่ดีมากสะท้อนได้ดี แต่ก็ยอมรับว่าไม่เห็นด้วยในบางส่วนที่เหมือนมองอะไรด้านเดียวไปหน่อย
ไม่น่าเชื่อว่าจะเขียนมาเกือบสิบปีแล้ว เพราะอ่านไปตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันดี
อยากให้คนทำค่ายได้อ่านกันเยอะๆ แล้วเก็บเอาไปคิดดูค่ะ
ชอบบทความนี้มากครับ โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย “หรือเป็นเพียงสนองความต้องการตัวเอง”
โห..เด็ด คนทำค่ายทั้งหลาย มาอ่านหน่อยเร้ววว