ใครฆ่าชมรมค่าย

17 กันยายน 2009

ปัญหาร่วมขององค์กรกิจกรรมทุกวันนี้คือไม่มีคนทำงานและคนทำงานที่มีอยู่ขาดคุณภาพ ซึ่งมาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ผู้เขียนมีสมมติฐานข้อหนึ่งที่อยากจะแลกเปลี่ยน ในประเด็นว่าอะไรเป็นเหตุแห่งความเสื่อมถอยขององค์กรกิจกรรม

สมมติฐานที่ว่านั้นคือ “ปัจจุบันเป้าหมายการทำงานแต่ละกิจกรรมของชมรมได้เปลี่ยนไปโดยพฤตินัย ส่งผลให้กิจกรรมที่มีอยู่ไม่ตอบสนองต่อเป้าหมายที่แท้จริงขององค์กรกิจกรรม”

ถ้ามองจากกิจกรรมและเป้าหมายในแต่ละกิจกรรมโดยภาพรวมขององค์กรกิจกรรมในปัจจุบัน ดูเหมือนเป้าหมายในการทำงานชมรมจะเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้การทำงานชมรมเปลี่ยนไปจากการ ศึกษาสังคมเพื่อกระทำการต่อสังคม ได้กลายเป็นการ ทำชมรมเพื่อให้มีคนทำต่อในปีหน้า เสียแล้ว

เมื่อจิตวิญญาณดั้งเดิมถูกทำลาย สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงซากไร้ชีวิต ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณปลอมๆ

-1-

ถ้าลองมาดูตารางงานในหนึ่งปีของชมรม จะเห็นว่ามีแต่งานที่มุ่งไปที่การจัดการศึกษาให้เพื่อนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเสียส่วนใหญ่ เช่น งานเปิดโลกกิจกรรม-หาเพื่อนใหม่มาเข้าชมรม งานค่ายรับเพื่อนใหม่ ค่ายใหญ่ เยี่ยมค่าย นิทรรศการ จุลสาร สัมมนาวิชาการ สัมมนาผู้ปฏิบัติงาน เมื่อเป้าหมายไปอยู่ที่การจัดการศึกษาให้น้องปีหนึ่ง เนื้อหาจึงจำต้องอ่อนลงตาม และจะเข้มข้นขึ้นในช่วงท้ายของปี ก่อนจะกลับมาอ่อนลงเช่นเดิมในปีต่อไปเมื่อน้องปีหนึ่งเข้ามา

จะเห็นว่างานของชมรมจะวนเวียนเป็นวัฎจักรที่ครบรอบในหนึ่งปี หนึ่งปีที่ทำเพื่อปีหนึ่ง คำถามที่ตามมาก็คือถ้าเราเน้นที่ปีหนึ่ง แล้วการเติบโตของปีสองสามสี่ล่ะ

เพราะในส่วนของนักกิจกรรมรุ่นพี่เอง ก็ศึกษาเรียนรู้เพียงเพื่อจะจัดการศึกษาให้แก่น้องเป็นหลัก มีการเตรียมการที่จะเป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งปลายเทอมสอง

ในอดีตชมรมจะทำงานด้วยสมมติฐานที่ว่าต้องสร้างจิตสำนึกให้น้องปีหนึ่งก่อน ด้วยการจัดการศึกษาวิธีต่างๆ เช่น ไปค่ายให้เห็นของจริง จัดวงวิชาการเพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจปัญหา ฯลฯ เพื่อยกระดับไปสู่การปฏิบัติในภายหลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลายเป็นว่าเน้นจัดการศึกษาเป็นหลัก ละเลยงานปฏิบัติการ เมื่อน้องปีหนึ่งผ่านกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มีการปฏิบัติการทางสังคม จึงมีวิธีคิดที่เน้นการศึกษาและไม่รู้จักหรือไม่มีทักษะการปฏิบัติการทางสังคม แนวโน้มจึงไปสู่การกระทำการเช่นเดิมในปีต่อไป

แต่ทว่าการสร้างจิตสำนึกนั้นมิได้เกิดขึ้นได้เพียงการพูดคุย อ่านหนังสือ หรือพบปะชาวบ้าน สัมผัสปัญหาโดยผิวเผิน เพราะการอ่านหนังสือเป็นการอ่านความคิดคนอื่น เนื้อหาและข้อมูลถูกกลั่นกรองมาแล้วโดยผู้เขียน การพูดคุยก็เช่นกัน ส่วนการพบปะชาวบ้าน สัมผัสปัญหานั้นก็เป็นเพียงผิวเผินไม่ลงลึก กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สำคัญ แต่ยังไม่พอ!! เพราะหากกระบวนการศึกษาหยุดเพียงเท่านี้ก็อาจจะเกิดคนที่มีเห็นความทุกข์ยาก รู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง มีทฤษฎี อธิบายปัญหาสังคมได้เป็นฉากๆ ฯลฯ แต่ก็เป็นเพียงความคิดที่ไม่ได้ถูกกล่อมเกลาจากการปฏิบัติการจริง เป็นเพียงความเพ้อฝันที่โรแมนติก ไม่รู้ปัญหาที่เป็นจริง

การมีจิตสำนึกทางสังคมน่าจะหมายถึง “การรู้ว่าตนเองอยู่ตรงไหนในสังคม สิ่งแวดล้อม และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งต่างๆ ในสังคม” ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อเรามีจิตสำนึกทางสังคม เราก็จะเห็นความไม่ยุติธรรมในสังคม และเมื่อรับรู้เช่นนี้ ขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องของความเชื่อ(หรือปรัชญาหรืออุดมการณ์หรืออะไรทำนองนี้)แล้วว่า “เราต้องการสังคมแบบไหน?” หลังจากเราตอบคำถาม (อาจจะยังไม่จำเป็นต้องชัดเจนนัก) และเลือกว่าเราต้องการสังคมแบบไหนแล้ว เราก็จะมีการกระทำการต่อสิ่งต่างๆ ในสังคมเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การสร้างจิตสำนึกไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้างจิตสำนึกที่ชัดเจนขึ้นจำเป็นต้องลงไปปฏิบัติการกับสังคมที่เป็นจริงด้วย และเมื่อเราได้ผ่านการนำความคิดความเชื่อที่เป็นจริงมาปฏิบัติก็จะพบข้ออ่อนข้อผิดพลาดในความคิดมากมาย และการเกิดจิตสำนึกที่มั่นคงนั้นก็เกิดจากการปฏิบัติการทางสังคมด้วย เพราะการปฏิบัตินั้นจะทำให้มีความรู้สึกร่วมกับงาน เป็นส่วนหนึ่งของงาน มิใช่ผู้สังเกตการณ์อย่างการไปค่าย มิใช่ผู้ช่วยเหลืออย่างการไปม็อบ มิใช่ผู้วิจารณ์อยู่วงนอกทั้งที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ฯลฯ แต่เป็นผู้หนึ่งที่ “ร่วม” เปลี่ยนแปลงสังคม

-2-

เมื่อเป้าหมายใหญ่ไปอยู่ที่น้องปีหนึ่ง ภารกิจสำคัญของชมรมที่เดิมคิดไว้อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงสังคม การปฏิบัติการหนุนเสริมขบวนการประชาชน จึงไม่ค่อยได้ทำเพราะต้องคอยห่วงน้องดูแลน้องเป็นหลัก

การทำงานอย่างต่อเนื่องอย่างเช่นการทำข้อมูล การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เก็บข้อมูลในพื้นที่ รู้จักและผูกพันกับพื้นที่ พัฒนากระบวนการการทำงานในพื้นที่ ฯลฯ ก็ทำไม่ได้เพราะงานหลักคือการหาน้อง ไม่ใช่การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงสังคม

งานรูทีนที่ซ้ำเดิมทำให้ไม่มีการพัฒนาองค์กร องค์กรต้องย่ำซ้ำอยู่กับที่มาหลายปี องค์ความรู้ก็เป็นเรื่องเดิมคือเทคนิคการทำค่าย การพูดคุยในประเด็นที่จะทำให้น้องเข้าใจสังคม“เบื้องต้น” ฯลฯ

กระบวนการจัดการศึกษาก็แบบรูปแบบเดิมที่รู้อยู่ว่าไม่มีประสิทธิภาพเพราะตัวเองก็เคยผ่านมาก่อน แต่ก็ยังคงทำแบบเดิมในปีที่ตัวเองรับผิดชอบ เพราะคิดใหม่ไม่ออก ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง กลัวไม่ได้งบ กลัวไม่ได้น้อง กลัวเพื่อนไม่เอาด้วย กลัวไม่สำเร็จ

จิตวิญญาณขบถตายไปแล้วเมื่อเป็นพี่ชมรม

องค์ความรู้จะต้องเกิดจากการทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น ศึกษาเรื่องการพัฒนาความเข้มแข็งในชุมชนทางเศรษฐกิจ , มีการปฏิบัติการในพื้นที่ที่เป็นจริงเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี แปรความรู้ทางทฤษฎีสู่การปฏิบัติ เพื่อทบทวนทั้งทฤษฎีและวิธีการปฏิบัติตามทฤษฎีจากของจริงอย่างต่อเนื่อง มิใช่เพียงคิดและพูดในวงแลกเปลี่ยนเป็นครั้งคราวเท่านั้น

การศึกษาอย่างต่อเนื่องในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอาจเกิดจากการลงศึกษาในพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่องก็ได้ ชมรมจะเติบโตไปกับพื้นที่นั้น เช่น ศึกษาหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งในหลายมิติหลายประเด็น ในประเด็นทางเศรษฐกิจ การเมือง ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน ผลกระทบของทุนนิยม-บริโภคนิยม ผลกระทบของสื่อต่อหมู่บ้าน ฯลฯ แล้วเกื้อหนุนให้กันและกันเติบโต เช่น คิดโครงการพัฒนาหมู่บ้านเพื่อออกจากทุนนิยมบริโภคร่วมกัน อย่างนี้ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์ นักศึกษาก็ได้เติบโตกับการปฏิบัติจริง

ประเทศไทยมีประเด็นให้ศึกษาและปฏิบัติการมหาศาล มีพื้นที่นับไม่ถ้วนให้ลงไปผูกสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง ถ้าเพียงแต่เราตั้งใจศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มิใช่เพียงเพื่อหาน้องหรือแสวงหาหมู่บ้านในฝันอย่างประเภท “น้ำไฟไม่เข้า เดินเท้าไกล อยู่ในดงดอยสูง”

การศึกษาต้องเกิดจากการประสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องโดยมีการสรุปบทเรียนและทบทวนเป็นระยะ

-3-

นอกจากประเด็นเรื่องเอาน้องปีหนึ่งมาสืบทอดชมรมเป็นเป้าหมายแล้ว ยังมีประเด็นเล็กๆ ย่อยๆ ที่นำไปสู่ความเสื่อมของชมรมอีกสองสามประเด็นที่จะแลกเปลี่ยน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากประเด็นเรื่องทิศทางเช่นกัน

ถ้าดูตารางงานชมรมจะเห็นว่ากิจกรรมหลักในการหาคนเข้าชมรมจะอยู่ในช่วงต้นเทอมหนึ่ง มีการทำซุ้มหาน้อง รณรงค์กับผู้คนมากมายเพื่อหาคน แต่หลังจากนั้นเมื่อได้คนใหม่มาเข้าชมรมแล้วไม่ว่ามากหรือน้อยก็ไม่มีกิจกรรมอะไรที่ทำงานกับเพื่อนนักศึกษาเพื่อแสวงหาความร่วมมืออย่างจริงจัง นอกจากมองเขาในฐานะของผู้ดูนิทรรศการ ผู้อ่านจุลสาร หรือแนวร่วม/มวลชนผู้ถูกชักจูงเป็นระยะ ฯลฯ ทั้งที่เพื่อนนักศึกษาในสถาบันเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับชมรมมากที่สุดในแง่กายภาพ แต่เมื่อเราต้องการคนมากๆ ในงานใดก็ตามกลับเรียกร้องที่จะให้เขามาเข้าร่วม ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการทำงานทางด้านความคิด ความรู้สึกอย่างต่อเนื่องมาก่อน แต่กลับให้เข้าร่วมกับเรา เหมือนการซื้อหวยที่ลงทุนน้อยแต่เรียกร้องเอาเยอะๆ พอเขาไม่เขาร่วมก็ก่นด่าว่าถูกกลืนหายไปกับคลื่นของทุนนิยมบริโภคนิยม

การไม่ทำงานกับเพื่อนนักศึกษาอย่างจริงจังนอกจากจะสัมพันธ์กับการเอาน้องปีหนึ่งที่เข้าชมรมเป็นเป้าหมายหลักแล้วยังสัมพันธ์กับหัวข้อต่อไปด้วย

-4-

กระแสใหญ่ในการทำชมรมอีกกระแสซึ่งเป็นจุดขายของชมรมคือ การทำชมรมให้เหมือนบ้าน รักกัน ดูแลกัน เป็นชุมชน เนื่องจากสร้างความอบอุ่นให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ผู้คนต่างแปลกหน้าซึ่งกันและกัน น้องจึงมักจะติดชมรมเพราะมันอบอุ่น ทำให้ชมรมต้องมีภารกิจเพิ่มขึ้นมาในการดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกของคนในชมรมทั้งหมด จนกระทั่งต้องสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการจัดการคนในชมรม จนเหลือพลังงานในการกระทำการต่อสังคมน้อยลง

การทำชมรมให้อบอุ่นเกิดจากสมมติฐานที่คิดว่าคนในเมืองใหญ่ขาดความอบอุ่นและการแก้ไขคือสร้างชุมชนขึ้นมา แต่ข้ออ่อนก็คือหากหมกมุ่นอยู่กับความอบอุ่นในชมรมจนกระทั่งไม่มีสัมพันธ์กับสังคมอย่างสร้างสรรค์ ขาดความเชื่อมโยงตนเองกับสังคมและโลก ก็จะไม่เกิดการปฏิบัติการต่อสังคม เมื่อไม่มีการปฏิบัติการต่อสังคมก็ไม่เห็นพลังของตนเอง และคุณค่าตัวเอง อันนำไปสู่ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่าในที่สุด หลังจากนั้นก็จะไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไปในสังคมที่เฉื่อยชาทางการเมือง

ถ้าหากเราเปลี่ยนจากมุ่งสร้างความอบอุ่นและสร้างสังคมอุดมคติในหมู่พวก มาเป็นสร้างความอบอุ่นเพิ่อสร้างสังคมอุดมคติที่คนในชุมชนร่วมกันทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมล่ะ จะเป็นไงบ้างหนอ…

-5-

งานชมรมทุกวันนี้มิได้สั่งสมทั้งแนวคิดในการทำงานทางสังคมและทักษะในการปฏิบัติการอย่างลึกซึ้งจริงจัง ไปค่ายใหญ่ครั้งนึง ไปเยี่ยมค่ายอีกครั้งนึง แล้วก็จบ พอมีม็อบมาก็พากันไปดูชาวบ้านชุมนุมกันครั้งสองครั้งแล้วก็เลิก ไปทำอย่างอื่น พอทำอย่างอื่นก็ทำได้ไม่นานเพราะมีอย่างอื่น อย่างอื่นและอย่างอื่นให้ทำอีกมากมายไม่รู้จบ ทั้งที่อยากทำเองและเพื่อนอยากให้ทำ ชมรมอยากให้ทำ ควรจะทำ และทำไปเหอะ… จนกลายเป็นคนที่มีงานเยอะแต่ไม่สำเร็จสักอย่าง…

ทำไปได้สักพักต่างคนต่างก็โหยหาสิ่งที่ตนเองอยากทำ พอมีงานชมรมก็รู้สึกเหมือนมีภาระ ทำไปได้สองสามปีก็อยากเลิกแต่ไม่กล้าเลิก กลัวชมรมไม่มีใครทำต่อ แต่ละคนอยากมีเวลาว่างทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ ความฝันตัวเองกับความฝันชมรมไม่ได้เป็นความฝันเดียวกันเสียแล้ว ปัญหาอยู่ที่ไหนหนอ

แล้วชมรมจะยุบไปโดยไม่มีใครทำต่อกับมีชมรมอยู่ท่ามกลางความซังกะตายอย่างไหนมันเลวร้ายกว่ากัน

แล้วความฝันตัวเองคืออะไรกันแน่เล่า ถึงที่สุดเป็นฝันถึงตัวเองหรือฝันถึงโลกที่ดีงาม แล้วเราซื่อสัตย์ต่อความฝันตัวเองไหม

-6-

โดยภารกิจแล้วชมรมค่ายเป็นสถานบ่มเพาะผู้คนที่มีความใฝ่ฝัน ให้มีคนร่วมฝัน ร่วมทำ ร่วมถกเถียง เพื่อเติบโตไปเป็นเมล็ดพืชเป็นต้นกล้าที่จะออกไปสร้างโลกที่ดีงามตามฝันของแต่ละคน แล้วทุกวันนี้เป็นอย่างไร

มีใครสักกี่คนที่จบการศึกษาแล้วกล้าบอกว่าฉันจะทำงานอย่างที่ใฝ่ฝัน มีใครสักกี่คนที่กล้าบอกว่าฉันมีความรู้ทางสังคมมากกว่าคนขับแท็กซี่ที่ฟังข่าววิทยุทุกวัน มีทักษะในการทำงานทางสังคมมากเพียงพอ

ถ้าชมรมบ่มเพาะคนออกไปสร้างสรรค์โลกไม่ได้ แล้วชมรมจะอยู่ไปทำไม…

แล้วตอบได้ไหม ใครฆ่าชมรมค่าย!!!


*หมายเหตุ บทความนี้เขียนในปี 2543



ร่วมแสดงความเห็น