เด็กคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแรกของโลก
30 มิถุนายน 2009
เช้าวันนี้ที่หน้าบ้านพัก เด็กๆ พากันมาส่งเสียงดังเจี๊ยวจ้าวมากกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน แม้จะล่วงมาจนถึงกลางเดือนมกราคมแล้ว แต่อากาศยามเช้าก็ยังแสนจะเหน็บหนาวจนไม่อยากจะโผล่ตัวออกจากผ้าห่มอันแสนอุ่น สุดท้ายก็จำใจต้องลุกขึ้นมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น……
“ครู ๆ ตื่นรึยัง ไหนครูบอกว่าวันนี้วันเด็ก…จะจัดงานให้พวกเราไง สัญญาแล้วนะ“
ยังไม่ทันที่จะโผล่หน้าออกมา เสียงเด็กคนหนึ่งก็ตะโกนให้คลายความสงสัย นั่นซินะรับปากกับเด็กๆ ไปเมื่อวานว่าวันนี้จะจัดงานวันเด็กให้ เจ้าตัวแสบทั้งหลายเลยพากันมาทวงสัญญาตั้งแต่เช้า เล่นเอาครูตั้งตัวไม่ติดเลย
“…… ก็นี้มันยังเช้าอยู่เลย…..“ ฉันตะโกนกลับออกไปบอกเด็กๆ
“สายแล้วครู“ แหน๊ะ ยังไม่วายที่เจ้าตัวแสบจะเถียงอีก
“…เอาหละครูตื่นก็ได้แต่ทุกคนต้องมาช่วยครูเตรียมของนะ เพราะถ้าให้ครูทำคนเดียวคงอีกนานกว่าพวกเราจะได้เล่นกัน เผลอๆ ก็วันพรุ่งนี้โน้นแหละ…”
ได้ยินแบบนี้มีรึจะรอช้า สิบกว่าชีวิตที่ออกันอยู่หน้าบ้าน ต่างกรูกันเข้ามาช่วยยกของคนละชิ้นสองชิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าตัวเล็กกว่าใครเพื่อนในกลุ่ม …ก็คนมันอยากสนุกเต็มที่แล้วนิ๊
กว่า 7 เดือนแล้วมั้งที่ข้าพเจ้าพาตัวเองเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ซุกตัวอยู่บนยอดดอยอันห่างไกลของจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นครูจำเป็นให้กับเด็กๆ ที่นี่ ทิ้งชีวิตอันสับสนวุ่นวายในเมืองหลวงขึ้นมาแสวงหาความเงียบสงบให้กับตัวเอง บ่อยครั้งคนแปลกหน้าที่มาจากต่างถิ่นตั้งคำถามกับข้าพเจ้าว่ามาจมปลักชีวิตตัวเองอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้กระทั้งออกปากชมข้าพเจ้าไม่ขาดปากว่า ช่างมีอุดมการณ์และเสียสละจริงๆ …หากแต่ข้าพเจ้าไม่เคยตอบคำตอบพวกเขาเหล่านั้นเลย นอกจากรอยยิ้มกว้าง… แอบหวังลึกๆ ว่าพวกเขาคงจะได้รับคำตอบจากรอยยิ้มของข้าพเจ้า…
เหตุผลที่ทำให้คนเรายิ้มมันก็คงมีไม่มากนักหรอก และหนึ่งในนั้นก็คือ “เรามีความสุข” ข้าพเจ้าแน่ใจว่ารอยยิ้มของข้าพเจ้ามันกว้างพอจะให้เห็นถึงความสุขที่ข้าพเจ้าได้รับมาอย่างล้นเหลือ และที่สำคัญเด็กๆ หาใช่ผู้รับจากข้าพเจ้าแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่…หากแต่เราต่างให้และรับจากกันและกันมากกว่า…
คนที่นี้บอกว่าพวกเค้าเป็นชนเผ่าลาหู่ (หมายถึงคนล่าเสือ) แต่คนภายนอกมักเรียกพวกเขาว่า มูเซอ เท่าที่ทราบคำเรียกนี้มีความหมายที่ไม่ดีมากนัก ส่วนจะหมายถึงอะไรกันแน่นั้นข้าพเจ้าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นความหมายที่ออกไปทางเหยียดหยามหรือล้อเลียน แม้ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านของชาวลาหู่ แต่ก็มีไทยใหญ่และจีนอาศัยอยู่รวมกันอย่างกลมกลืน เด็กๆ ที่โรงเรียนจึงมีหลากหลายชาติพันธ์ปะปนกันไป คิดดีๆ “…งั้นโรงเรียนของพวกเราก็เป็นโรงเรียนนานาชาติซินะ…” มีหลากหลายชาติพันธ์แต่พวกเราก็อยู่รวมกันได้โดยอย่างมีความสุข…
โรงเรียนของพวกเราชื่อเป็นภาษาลาหู่ว่า “จอแหย๊ะอิ๊โมโก่“ แปลเป็นภาษาไทยก็คือ โรงเรียนน้ำเต้า (จอแหย๊ะ – โรงเรียน อิ๊โมโก่ – น้ำเต้า) ด้วยความที่ชาวลาหู่เค้าเชื่อว่าพวกเค้าเกิดออกมาจากน้ำเต้า ก็เลยตั้งชื่อโรงเรียนตามแหล่งกำเนิดของพวกเค้า…..เด็กๆ จะได้ไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง….
“…เอาหละ…เสร็จซะทีซินะ เด็กๆ มาสนุกกันได้แล้ว…“ จำได้ว่าข้าพเจ้าตะโกนบอกเด็กไปเช่นนั้น…..
พวกเราเปิดความสนุกกันด้วยเกมส์มาตรฐาน “เป่าลูกโป่ง” ใครเป่าลูกโป่งแตกก่อนคนนั้นชนะ เด็กๆ ต่างแย่งกันเข้ามาเล่นจนต้องให้เป่ายิงฉุบใครแพ้ได้เล่น… (ไม่ผิดหรอกใครแพ้ได้เล่น) สุดท้ายก็ได้ผู้เข้าแข่งขัน 10 คน “เอ๊า… หนึ่ง …สอง…สาม…“ สิ้นเสียงนับสามเด็กๆ ต่างออกแรงเป่าลูกโป่งกันจนหน้าดำหน้าแดง สักพักก็ได้ยินเสียงดังปัง ตามมาด้วยเสียงฮ่า ฮ่า ฮ่า จากผู้ชมรอบสนาม ก็จะอะไรซะอีกหละ คุณครูตัวแสบแอบเอาแป้งใส่ลงไปในลูกโป่งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ งานนี้ทุกคนนอกจากจะได้ของรางวัลแล้วยังได้แต่งสวย แต่งหล่อ กันด้วยแป้งข้าวเหนียว… คนเป่าดูไม่จืด แต่คนแอบใส่สะใจเล็กน้อยถึงปานกลาง…555…
ต่อกันด้วยเกมส์เก้าอี้ดนตรี (เด็กๆ พากันจ้องมองครูด้วยสายตาระแวดระวังภัยเพราะไม่แน่ใจครูจะมาไม้ไหนอีก) แต่ด้วยโรงเรียนของเราไม่มีเก้าอี้และโต๊ะ จึงต้องพลิกแพลงกันหน่อย จากเก้าอี้ดนตรีเลยกลายเป็นรองเท้าดนตรีแทน กติกาก็เหมือนกับเก้าอี้ดนตรีทุกอย่าง คือทุกคนต้องเดินเป็นวงกลมและเต้นตามจังหวะดนตรีไปด้วย พอเสียงเพลงหยุดแทนที่จะวิ่งไปแย่งนั่งเก้าอี้เราก็เปลี่ยนเป็นวิ่งไปแย่งเอารองเท้าแทน งานนี้เล่นเอาฝุ่นตลบ แต่พอฝุ่นจางมือใครว่างเปล่าก็ต้องเดินออกจากการวงกลมไปแบบทำหน้าน่าเสียดาย รอบสุดท้ายในวงกลมการแข่งขันก็เหลือเพียง 1 หญิง 1 ชาย บรรยากาศรอบๆ จึงดูครึกครื้นด้วยเสียงเชียร์จากผู้ชม เกมส์นี้สุดท้ายก็ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ เพราะครูดันจงใจ…เอ้ย…เพลินกับเพลงจนลืมเป่านกหวีดหยุดเสียงเพลง เด็กๆ ที่ตกรอบไปแล้วเลยได้โอกาสเข้ามาแย่งรองเท้าออกจากวงกลมการแข่งขันไปฉลองอยู่ข้างๆ แทน
ต่อจากเกมส์รองเท้าดนตรีแล้วพวกเราก็ยังสนุกกันอีกหลายเกมส์ จนเวลาเลยเที่ยงวันไปนานแล้ว หลายคนจึงมีถุงขนมห้อยอยู่ข้างเอวกันหลายห่อ ส่วนคนที่ขี้อายไม่ยอมออกมาร่วมเล่นเกมส์ที่ข้างเอวจึงว่างเปล่า ครูเลยต้องหาเกมส์สำหรับพวกขี้อายเล่นกันหน่อย เป็นเกมส์ที่ครูเตรียมของทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ยอมให้เด็กๆ เห็น เกมส์นี้ไม่มีการรับสมัครผู้เล่นเพราะครูขอเลือกคนเล่นด้วยตัวเอง ผู้เล่นขี้อายทั้ง 5 กับเกมส์ “กินวิบาก” เริ่มเกมส์ด้วยการเอาหน้าจุ่มลงถังน้ำให้เปียก ต่อด้วยเป่าแป้งหาเหรียญ เจอเหรียญแล้วต่อด้วยการกินกล้วยสุก 2 ลูกให้หมด ปิดท้ายด้วยการเป่าลูกโป่งให้แตก ใครลูกโป่งแตกก่อนเป็นผู้ชนะ และแน่นอนในลูกโป่งก็ต้องมีแป้งข้าวเหนียวอัดแน่นอยู่ด้วย แต่ไม่ว่ายังไงงานนี้เราก็ได้ผู้ชนะจนได้ เป็นเด็กหญิงขี้อายคนหนึ่งที่ข้างเอวยังว่างเปล่า …และครูก็หวังให้เกมส์นี้เป็นจุดเริ่มต้นให้หนูเลิกแอบอยู่หลังพุ่มไม้สักที
หลังจากที่ทุกคนสนุกและเลอะเทอะเปอะเปื้อนกันเต็มที่ เสียงท้องร้องของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าหิวแล้ว วันนี้เรามีมื้อเที่ยงแสนอร่อย ฝีมือสาวๆ ในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ เมื่ออิ่มแล้วก็ถึงคราวแจกขนมที่เหลือ…เด็กต่างรู้กันดีว่าต้องทำอย่างไรโดยไม่ต้องให้ครูบอก เพราะพอครูหันมาอีกทีทุกคนต่างก็อยู่ในแถวอย่างเป็นระเบียบ….วันนี้ครูจึงทุ่มสุดตัวมีเท่าไหร่เอาออกมาแจกให้หมดทุกชิ้นทุกห่อ… ขนมชิ้นสุดท้ายหมดลง…แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่หมดตาม …เด็กๆ อิ่มท้อง …ครูอิ่มใจ…ผู้ให้อิ่มบุญ…
“….ครูปีหน้าเราจะจัดอย่างนี้อีกไหม…..สนุกดี” ถามทั้งที่ปากเต็มไปด้วยขนม นั้นสินะปีหน้าพวกเราจะยังได้สนุกกันอย่างนี้อีกไหม…เป็นคำถามที่ครูเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้….แต่หากมีผู้ใหญ่ใจดีมองเห็นรอยยิ้มที่สนุกสุดๆ ของเราวันนี้เป็นสิ่งมีค่า ปีหน้าพวกเราก็คงได้มีรอยยิ้มอีกครา…
“วันเด็ก“ ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งวันที่เด็กๆ เฝ้ารอคอยให้มาถึง เพราะเป็นวันที่ผู้ใหญ่ใจดีเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้ดูรถถัง นั่งเก้าอี้นายก และอะไรต่อมีอะไรอีกมากมายที่ผู้ใหญ่ใจดีจัดให้… มันเป็นวันที่น่าสนุกสำหรับเด็กมากมาย แต่จะมีผู้ใหญ่ใจดีสักคนไหมที่จะเห็นว่าในอีกมุมหนึ่งของสังคมตามซอกหลืบของยอดดอยอันห่างไกล ยังมีเด็กๆ อีกมากมายไม่มีโอกาสได้นั่งรถถัง ไม่ได้นั่งเก้าอี้นายก ไม่แม้กระทั่งจะรู้ว่าวันนี้คือวันอะไร…? เพราะทุกวันดูมันจะเหมือนกันไปหมด….วันที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้อง…
“คุณว่าเด็กเค้าจะรอวันสำคัญของเค้า เช่นผู้ใหญ่อย่างเรารอหรือไม่ ?”



อ่านแล้วอดยิ้ม และ อดน้ำตาคลอไม่ได้เลยค่ะ
อ่านเเล้ว
หนุ่ย หิวข้าวยัง
พี่หนุ่ย
ปุยนุ่นรุ่นไหนนิ
ลอบน้ำหรือ จมน้ำ
คิดถึงพี่หนุยนะครับ จากนครศรีธรรมราช ค่ายที่ควนสวรรค์ ครับ
เมื่อเด็กยิ้ม โลกก้จะยิ้ม…
เ มื่อเทอยี้มโลกก็สดใส
คิดถึงพี่ตัวเล็ก (พี่หนุย)ตอนนี้อากาศเย็นนะ (ได้ข่าวว่าพักร้อนนานนะ)สบายดีเปล่า
ได้เห็นตั้งนานๆมากเลยนะหวังคงได้เจอกันอีกนะ
(เด็กค่ายตัวจริง ปี 49 อามิ)
อ่านแล้วรู้สึกได้เลยค่ะว่าเป็นอย่างไร เคยออกค่ายขึ้นดอยไปสอนน้องๆ ไปเผยแพร่ประชาธิปไตย กินวิบากและเก้าอี้ด้นตรีเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะสร้างสีสรรค์ให้กับเด็กๆ ที่ชมรมจะมีการจัดงานวัดให้น้องๆด้วย มีทั้งสอยดาว โยนห่วง ส่วนของรางวัลก้อคือเสือผ้าและของบริจาคจากผู้ใจบุญเพื่อน้องๆจะได้มีความสุขและภูมิใจกับของที่ได้รับ ความรู้สึกของการที่ได้เป็นผู้ให้ ทำให้ไม่สามารถถอนตัวจากจุดนี้ได้เลย
ขอบคุณที่มีบทความดีดีให้อ่านค่ะ
ขอบคุณทุกความเห็นคะ พึ่งได้เข้ามาอ่าน
พึ่งได้มารู้ว่ามีคนมาเม้นท์ตอบ
คิดถึงทุกคนเช่นกันคะ
ไว้เจียดเวลาจากงานได้ จะเล่าสู่กันฟังอีกคะ