ทำไม? ต้องให้…หรือไม่ให้…เงินแก่ขอทาน
30 มิถุนายน 2009เมื่อได้ยินคำว่า “ขอทาน” สิ่งแรกที่หลายคนอาจจะรู้สึกหรือจินตนาการก็คือ คนที่แต่งตัวซอมซ่อ ผมเผ้ารุงรัง นั่งอยู่บนท้องถนน ริมทาง สะพานลอย หน้าห้าง ป้ายรถเมล์ หรือตามที่ต่างๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เคยถามตัวเองว่า รู้สึกอย่างไรกับ “ขอทาน” คิดยังไงกับการที่มีคนมาขอเงินเรา จะสงสาร เมตตา หรือจะระแวงสงสัย รำคาญ
จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งขณะที่ กำลังลงจากรถเมล์ตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็มียายแก่ๆ คนหนึ่ง หน้าตาค่อนข้างอิดโรย เสื้อผ้าก็ดูไม่ค่อยสะอาดนัก สะพายกระเป๋าเป้สีดำใบใหญ่ 1 ใบ เดินเข้ามาแล้วบอกว่า “หนูจ๋ายายขอเงินหน่อย ตอนนี้ยายไม่มีเงินกินข้าวเลย มาตามหาลูกที่กรุงเทพ แล้วไม่เจอ กลับบ้านก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเงินค่ารถ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะกลับบ้านยังไง ช่วยยายหน่อยนะ“ หลังจากที่ยายพูดจบ ก็นิ่งอึ้งไปซักพัก และคิดว่าเราควรจะทำยังไงดี เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ถูกขอเงินโดยการจู่โจมขนาดนี้ และแล้วสิ่งหนึ่งที่คิดถึงหลังจากที่ได้ยินคำพูดจากยายก็คือ ภาพของละครน้ำเน่าทางโทรทัศน์ที่เคยดูตอนเด็กๆ ซึ่งละครเรื่องนี้มันผุดขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ที่รู้สึกได้และภาพที่มันปรากฏออกมาก็คือ ภาพในละครที่มีผู้หญิงคนหนึ่งออกตามหาลูกสาวในเมืองกรุง แต่ตามหาไม่เจอ เงินก็หมด เลยต้องเดินขอทานหาข้าวกินไปวันๆ บางวันก็ใช้เวลาเดินทั้งวัน ขอแล้วขอเล่า เดินจนแทบจะเป็นลม พูดจนน้ำเสียงแหบแห้งไม่มีแม้แต่น้ำลายจะกลืนลงท้อง แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่ให้ความช่วยเหลือและยังไล่ผู้หญิงคนนี้ให้ไปไกลๆ แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน ราวกับว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแมลงสาบที่สกปรก มาคอยก่อกวนให้เกิดความน่ารำคาญ เนื่องจากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวที่สกปรกมอมแมม แทบจะไม่อยากให้เข้ามาย่างกรายในบริเวณนั้นด้วยซ้ำ ขณะที่ดูละครเรื่องนี้ รู้สึกว่ามันหดหู่อะไรขนาดนี้ และมันก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่า คนเราไร้น้ำใจได้ขนาดนี้เลยหรือ แค่มีคนๆ หนึ่งเดินมาขอข้าวกินด้วยร่างกายที่หิวโซ เราจะไม่ให้เงินซักบาทหรือ ข้าวซักจานก็ไม่ได้เลยรึไง ในชีวิตจริงของสังคมมันเป็นอย่างนี้จริงรึป่าว? มันเลวร้ายขนาดนี้เลยหรือ? หรือว่ามันมีเฉพาะในละคร?
พอภาพของละครเรื่องนี้มันผุดขึ้นมา ทำให้ความรู้สึกเก่าๆ มันก็เริ่มทยอยตามมาเรื่อยๆ ความสงสาร ความเห็นใจที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง ทำให้ทันใดนั้นเอง เราก็เอามือล้วงไปหยิบเงินในกระเป๋า แล้วก็ยื่นให้ยายด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสงสาร และอยากช่วยเหลือให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ หลังจากยายได้รับเงินก็ขอบคุณเรายกใหญ่ ให้พรยาวเป็นกิโล เราเองก็รู้สึกดีที่มีโอกาสได้ช่วยให้ยายได้มีรอยยิ้มบ้างจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราให้ และเพียงเวลาไม่นานที่ยายกำลังเดินลับไป ก็มีป้าอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตรงที่นั่งป้ายรถเมล์ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูดีสะอาดสะอ้าน ดูจะมีฐานะบ้างจากเครื่องประดับมากมายที่อยู่บนร่างกาย พูดขึ้นมาว่า “น้องๆจะไปให้เงินมันทำไม มันเดินขอเงินมาตั้งแต่อยู่อนุสาวรีย์ชัยจนมาถึงหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดีแล้ว ป้าเจอมาตั้งแต่นู้นไอ้พวกนี้ไม่น่าให้หรอก เดี๋ยวมันได้ใจ ไม่น่าจะให้เลย เสียดายตังค์เปล่าๆ…” คำพูดที่ลอยมาจากข้างหลังแว่วๆ ขณะที่กำลังจะเดินข้ามสะพานลอยข้ามไปฝั่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เข้ามากระทบในความรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาทันที ด้วยคำถามที่อยู่ในใจว่า ทำไมป้าคนนี้ที่ดูดีมีฐานะต้องมาว่าเรา ทั้งที่เราทำดี ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไม่สงสารยายคนนั้นบ้างเลยหรือ และอีกความสงสัยลังเลหนึ่งมันก็ตามมาติดๆ ว่า ยายที่เราให้เงินไปกำลังลำบากจริงรึเปล่า? ยายมาตามหาลูกจริงรึเปล่า? เราถูกหรอกจากพวกนักต้มตุ๋นรึเปล่า? แต่! ถ้ายายคนนั้นไม่ได้หรอกแล้วเราไม่ช่วยเหลือ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่ไม่ดี เหมือนกับที่เราเคยรู้สึกแย่กับตัวละครที่ปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือขณะที่มีคนกำลังลำบากมากๆ ความขัดแย้งมันเกิดขึ้นจนไม่รู้ว่า อะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง หรือสิ่งที่ควรจะกระทำ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ายายที่มาขอเงินเราเขาลำบากจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ หรือ เป็นขบวนการหาเงินของกลุ่มมิจฉาชีพเท่านั้น
สุดท้ายเราจะหาข้อเท็จจริงได้จากที่ไหน? จากใคร? คำถามมันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ และก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเองหลายครั้งเมื่อต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก หรือเจอขอทานตามข้างถนน เจอเด็กที่มาเคาะกระจกรถเพื่อมาขายพวงมาลัย และอื่นๆ อีกมากมายหลากหลายรูปแบบของวิธีการทำมาหากินแบบนี้ เมื่อต้องเจอขอทาน จนในที่สุดสิ่งที่มันค้นพบและหาคำตอบให้กับตัวเองคือ ในวิถีการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมในปัจจุบันมันมีแต่ความหวาดระแวงขึ้นทุกวันๆ โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่กำลังพัฒนาระบบอุตสาหกรรมเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต แต่กับตรงกันข้ามของจิตใจที่มันแคบลงทุกที แม้กระทั่งการที่เราจะให้อะไรใครสักคนที่เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ มันยังเป็นเรื่องที่ควรระวัง ระแวงสงสัย แล้วตัวเราจะเลือกใช้ชีวิตอยู่บนสังคมนี้ได้ยังไง ในวิถีที่เราคิดเราเชื่อ เมื่อได้กลับมาทบทวนกับตัวเองถึงความรู้สึกแย่ๆ ที่มันเกิดขึ้น และกลับไปทบทวนเรื่องราวของยายคนนั้น ถึงที่สุดแล้วเราคงไม่สามารถไปหาคำตอบที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุดว่า ยายคนนั้นเดือนร้อนจริงรึเปล่า หรือที่แท้เขาก็เป็นเพียงคนทำมาหากินด้วยวิธีการหลวกลวง ต้มตุ๋น หรือแม้กระทั่งขอทานที่นั่งเรียงรายทุกหัวมุมเมืองบนท้องถนน ก็คงไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องมาเป็นขอทาน อะไรที่ทำให้เด็กตัวเล็กๆ มาวิ่งเคาะกระจกตามท้องถนนทั้งที่วัยเด็ก ควรจะมีโอกาสได้เล่น กิน เรียนอย่างเต็มที่ และถ้าเลือกได้คงไม่มีใครคนไหนที่อยากไปขอใครกิน คงไม่มีใครอยากมาทำอาชีพที่ต้องคอยหลอกลวงคนอื่น หรือไม่มีเด็กคนไหนอยากจะมาวิ่งเล่นบนท้องถนนให้รถวิ่งเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเล่นๆ
กับตัวเอง ณ ตอนนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีขอทานมาขอเงินบนท้องถนน มีเด็กตัวเล็กๆ วิ่งมาเคาะกระจกเพื่อขายอะไรซักอย่าง หรือมีคนเดินเข้ามาขอเงินแล้วบอกว่าไม่มีเงินกลับบ้าน ถ้าจะให้ก็ให้ด้วยความรู้สึกที่อยากจะให้ ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่งที่ยังมีมิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นบ้างท่ามกลางสังคมที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว หวาดระแวงสงสัย หรือถ้าไม่ให้ก็เข้าใจเขาและเคารพที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดบนโลกใบนี้
สุดท้ายมันคงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า สังคมเรามันยังคงมีความแตกต่างทาง ฐานะ เศรษฐกิจ ชนชั้น มากมายยิ่งนัก คนรวยก็ยังรวยขึ้น รวยขึ้น คนจนก็ยังจนลง และจนลง และยิ่งถ้าคนรวยมองว่าคนจนไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ไม่มีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นคือสิ่งที่สมควรแล้วของคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีงานทำ ไม่ดิ้นรน ไม่ขยัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันคงต้องกลับมาถามว่า คนจนไม่ขยันจริงรึป่าว ขอทานเขามีทางเลือกมากกว่านี้หรือเปล่า แล้วทำไมคนพวกนี้ถึงไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาเหมือนกับคนอื่นๆ ทางออกของสังคมประชาธิปไตยไทยจะหาทางออกอย่างไร
แล้วสังคมอุดมคติที่เราถามหาถึงความเท่าเทียมมันจะเป็นความใฝ่ฝันหรือแค่เพ้อฝัน





สำหรับคนจนที่ไม่มีอันจะกิน เขามีสิทธิที่จะเลือกทางเดินของเขาไม่กี่ทาง
ขอทาน อาจจะเป็นทางเลือกที่เขาต้องเลือก เพราะเหตุใดเขาต้องเลือก
ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเขาเอง หรือเขาเลือกทำเพราะผลประโยชน์ของใครก็ตาม
อาจจะโดยวิธีที่ไม่สื่อตรง หลอกหลวงก็ชั่งเขาเถอะ
ถ้าเรายังเป็นคนที่มีอันจะกิน มีสิทธิที่จะเลือกทางเดินมากมาย ก็แบ่งปันเขาเหล่านั้นเถอะ
เงินเพียงไม่กีบาทของเรา อาจจะมีค่ามหาศาร อาจช่วยให้เขาได้อิ่มท้องไปมื้อหนึ่งก็ยังดี
เมื่อตอนที่ยังเด็กกว่านี้ เมื่อเจอขอทาน
เราจะเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาตลอด
และรู้สึกแย่กับสิ่งที่เราพบเห็น
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น
ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น
มันทำให้เราได้เข้าใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่
แม้จะไม่ชัดนักก็ตาม
หากสังคมเรายังมีความไม่เท่าเทียม
ภาพแบบนี้ยังไม่หมดสิ้นไป
เชื่อเลยว่า….สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ยังจะอยู่ให้เห็นอีกนาน
หากไม่ให้โอกาส….ความเท่าเทียม…และเสรีภาพ
คิดว่าถ้าสังคมเรานี้ยังเป็นแบบนี้อยู่ คนจนก็จนลง คนรวยก็รวยขึ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่เขารวยขึ้นมาและไม่ได้มองกลับหาตัวเองว่าแต่ก่อน ก่อนที่เขาจะรวยขึ้นมาได้นั้นเขาก็เคยจนมาก่อนแต่พอรวยกับยกระดับจิตใจตัวเองโดยไม่คิดถึงว่าทำไม เพราะอะไร เราถึงต้องทำแบบนั้นด้วย หากคนไทยเรามีการให้โอกาสกันไม่เห็นแก่ตัวช่วยเหลือกันคงทำให้สังคมไทยมีคนดีๆมากขึ้นกว่านี้
ห่างหายกับที่นี่ไปนาน
วันนี้ได้โอกาสแวะมาเยี่ยมเยียน
เห็นข้อมูลที่พี่แอ๋มเขียน แล้วรู้สึกว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิด เคยสงสัย เคยรู้สึก คล้ายๆกัน
เห็นใจ ขัดใจ สงสัย รำคาญ ฯลฯ
จนสุดท้ายเวลาจะให้ / ไม่ให้
ตัดสินที่ว่าณ.ขณะนั้นมองแล้วรู้สึกว่าอยาก / ไม่อยากให้
แล้วตัดสินใจโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาหัวใจตัดสิน บางครั้งก็ทำให้มีความสุขได้เหมือนกัน