วงปีที่พระจันทร์สัญจร

6 เมษายน 2009

วงปีที่พระจันทร์สัญจร
ตอน การเดินทางเยี่ยมค่ายลดภาวะโลกร้อน ปี 3

โดย ธีร์ ภูมิเจริญ

รถทัวร์ปรับอากาศพาผู้โดยสารมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง ที่นอกหน้าต่างแต่ละสิ่งแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็วคล้ายภาพมายา แม้กระทั่งพระจันทร์แหว่งเว้าก็ยังดูเหมือนล่องลอยไปเบื้องหน้า

หรือแต่ละสิ่งมิได้สถิตนิ่งอย่างตายตัว และทำให้ชีวิตจำต้องดำเนินต่อไป

ในระยะนี้ฉันต้องออกเดินทางหลายครั้ง ด้วยบทบาทหน้าที่ของการเป็นพี่เลี้ยงที่ต้องติดตามเยี่ยมค่าย ฉันจึงเตรียมพร้อมที่จะก้าวเข้าไปสู่การเรียนรู้พร้อมกับชาวค่าย ภายในสังคมและชุมชนที่ร่วมกิจกรรม โดยละทิ้งตัวตนไว้เบื้องหลัง เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ฉันหวังไว้เช่นนั้น

………………………………………………………….

“ไม่อยากเชื่อว่า จะยังมีหมู่บ้านเช่นนี้อยู่”

นั่นคือเสียงสะท้อนจากชาวค่ายคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาสู่พื้นที่ในการทำกิจกรรม ซึ่งหากดูจากสภาพภายนอกแล้วนั้น จะนึกไม่ออกเลยว่าสภาพแวดล้อมอย่างนี้จะมีผู้คนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่

แต่เมื่อทุกคนเข้ามาถึงและได้ไปพักอาศัยตามครอบครัวจึงทำให้สัมผัสถึงความงดงาม ความเรียบง่าย และการต้อนรับอย่างอบอุ่น จนทำให้หลายคนอยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป

“มันสงบเงียบ เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ แตกต่างจากบ้านเมืองที่เราอยู่จริงๆ”

“มันหายใจได้เต็มปอด ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องมลพิษ อยากให้ที่บ้านเป็นแบบนี้ เย็นสบายดีด้วย ไม่ต้องเปิดแอร์ แต่ก็เย็นทั้งวัน”

“ชาวบ้านบอกว่า พวกเขาไม่มีเงินก็อยู่ได้ เพราะอาหารมีมากมายตามธรรมชาติ”

และมากไปกว่าการเข้ามาร่วมพัฒนาชุมชน ชาวค่ายต่างได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากวิถีชีวิตชุมชน การทำมาหากิน ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนความมีน้ำใจอันดีจนสร้างความประทับใจให้กับชาวค่ายและเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี

“เราไม่ได้ทำอะไรให้กับชุมชนเลย แต่เรามารับมากกว่า”

ฉันเห็นด้วยกับคำพูดนี้ เพราะถึงแม้ว่าค่ายจะมีกระบวนการที่จะร่วมพัฒนาชุมชนอย่างไรก็ตาม แต่ท้ายที่สุดชุมชนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสังคมของชาวค่ายก็ได้ถ่ายทอดแนวคิดวิถีชีวิตและเรื่องราวต่างๆ เข้าไปสู่หัวใจของทุกคนให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น

และหากรากคือความผูกพัน ลำต้นคือการเดินทาง ใบไม้คือความทรงจำ ดอกผลคือจิตใจ ดังนั้นจึงเป็นความจริงดังคำกล่าวของเฮมิงเวย์ที่ว่า “มนุษย์ถูกทำลายได้ แต่พ่ายแพ้ไม่ได้”

หลายค่ายที่ฉันได้เข้าไปร่วมดำเนินกิจกรรมนั้น มีลักษณะของค่ายสร้าง ซึ่งชาวค่ายทุกคนต่างก็ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทำงานท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุ ทั้งขุดดิน ตั้งเสา เทปูน จนวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สิ่งที่ทำก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จนในที่สุดก็สำเร็จ

“พอเราคิดถึงสายตาของเด็กๆ และชาวบ้าน แค่นี้เราก็หายเหนื่อยแล้ว”

นั่นเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ชาวค่ายต่างเห็นคุณค่าในตัวตนที่สามารถทำประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ แม้จะมีสิ่งที่เป็นอุปสรรคมากมายที่เจอะเจอกันหลายครั้ง แต่ทุกคนก็บอกได้คำเดียวว่าไม่ยอมแพ้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเพื่อนชาวค่ายต่างก็เหน็ดเหนื่อยไม่ต่างกัน

“มีบ้างที่ท้อแท้ แต่เราก็ถอยไม่ได้ เมื่อก้าวแล้ว ก็ต้องก้าวต่อไป จนถึงที่สุด”

ฉันเห็นความมุ่งมั่นในประกายตานั่น และเชื่อว่าความรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเห็นวิถีชีวิตของชาวค่ายที่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งอาหารต่างๆ ก็ไม่ได้มีโอชารสเลิศเท่าใดนัก และบางครั้งจำเป็นต้องประหยัดเพื่อให้รู้ซึ้งถึงความอดอยากและความพอเพียง ทุกคนก็ยินดีที่จะทำไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีการต่อต้านใดๆ

“ถ้าหากอยากสบายก็อยู่บ้าน จะมาค่ายให้เสียเวลาทำไม”

เสียงกีตาร์ลอยมากับสายลม อากาศหนาวตามสภาพพื้นที่ แต่ก็ไม่ทำให้เด็กๆ และชาวบ้านย่นย่อต่อการมานั่งดูการทำกิจกรรมของชาวค่าย

หมู่บ้านหลายแห่งไม่มีไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ มีเพียงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่อย่างธรรมดาเท่านั้น ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ชาวค่ายและชุมชนต่างมีกิจกรรมร่วมกัน แบ่งพักกันตามหลังคาเรือน เรียนรู้และใช้ชีวิตด้วยกัน ส่วนในยามค่ำคืนก็มีการแลกเปลี่ยนรูปแบบประเพณี วัฒนธรรมตามโอกาส ทำให้ความสัมพันธ์เกิดความแน่นแฟ้นมากขึ้น

“เด็กๆ ชอบนักศึกษามาก ขอบคุณที่นึกถึงหมู่บ้านเรา”

เป็นเสียงสะท้อนจากชาวบ้านคนหนึ่ง ที่มาช่วยชาวค่ายพัฒนาชุมชน สายตานั้นมองไปยังกลุ่มชาวค่ายที่พาเด็กๆ เล่นเกมสันทนาการด้วยความสนุกสนาน ฉันมองไปยังภาพนั้นด้วยความสุขใจ เพราะน้อยครั้งนักที่บุคคลสองกลุ่มที่ต่างชาติพันธุ์ต่างวิถีชีวิตจะได้มาอยู่ร่วมกัน แต่ทุกคนอาจจะเห็นและคิดเหมือนฉันที่ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด เราก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน

“สิ่งที่ได้รับ นอกจากการได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นแล้ว เรายังฝึกการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยเป็น ตอนนี้ตัวของเราเล็กลง และมองทุกอย่างสมดุลย์มากขึ้น เป็นความทรงจำที่ดี”

หากกระดาษแผ่นนั้นในค่ำคืนนี้ คือกระดาษแห่งบทเพลง ชาวค่ายและชุมชนจะเป็นกระดาษหลายแผ่นที่ถูกรวมเป็นเล่ม และร่วมร้องเพลงจากหนังสือเล่มนั้นด้วยกันตลอดไป

…………………………………………………..

ฉันกลับมาด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมอีกครั้ง พระจันทร์เต็มดวงฉายแสงอยู่บนฟากฟ้า แต่ละสิ่งมิได้สถิตนิ่ง การแหว่งเว้าในบางครั้ง อาจเป็นการรอช่วงเวลาเพื่อกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม

ฉันเผลอปิดเปลือกตาลงหลับ แต่กลับขับน้ำตาให้ไหลริน



ร่วมแสดงความเห็น