เรื่องเล่า…จากชาวค่าย
22 ธันวาคม 2008
โดย พี่หนุ่ย
“มันเป็นอะไรที่กันดารมากๆ สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี การเดินทางก็ลำบาก ถนนเป็นดินลูกรัง น้ำที่ใช้ก็ต้องโยกคันโยก เด็กๆ เนื้อตัวมอมแมม หนูร้องไห้อยากกลับบ้านทุกวัน แต่พออยู่ๆ ไปได้ 3-4 วัน ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ซักผ้า ทำครัว ล้างจาน ลงโครงงานที่ไม่เคยคิดจะทำและคิดว่าทำไม่เป็น แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าตัวเองก็ทำได้เหมือนกัน”
สาวสวยรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นคนหนึ่งบอกเล่าความรู้สึกการมาค่ายครั้งแรกในชีวิต ในช่วงแรกเธอปรับตัวปรับใจลำบาก เพราะทุกอย่างต่างจากความคุ้นชินซะเหลือเกิน แต่พออยู่ไปอยู่มาก็พบว่า ที่นี่ชีวิตเธอมีค่า มีความหมาย เพราะอย่างน้อยเธอได้ทำเพื่อคนอื่น ทำในสิ่งที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะทำได้…
ทุกปีในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) เราจะเห็นภาพนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ กระจายกันออกไปทำในสิ่งที่พวกเขารัก และเชื่อมั่นว่านี่คือหนทางการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีที่สุด เท่าที่วัยของพวกเขาจะทำได้นั้นก็คือ การออกค่ายอาสาพัฒนา หลายคนถึงกับบอกว่า “ค่าย…ไม่ไปไม่รู้หรอก” นั้นซินะ ใครไม่ไปก็ไม่รู้หรอกว่าชีวิตชาวค่ายนั้น สุข เศร้า เคล้าน้ำตาเพียงใด ไหนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไหนจะต้องตื่นแต่เช้ามาทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ปัญหารายวันก็มีมาให้ต้องปวดหัวอยู่เนื่องๆ ที่อยู่ที่กินก็แสนจะลำบาก บางค่ายหนักหนาถึงขั้นน้ำ ไฟ ไม่มีใช้ …แต่สุดท้ายเมื่อสิ่งที่ตั้งไว้สำเร็จ ความเหนื่อยล้าที่มีก็แปรเปลี่ยนเป็นความสุข ความสุขที่เกิดจากการได้ลงมือทำ พยายามร่วมกัน ฝ่าฟันปัญหาต่างๆ โดยไม่มีใครทิ้งใคร ที่สำคัญความสุขที่ได้ “ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน พร้อมกับการให้ พวกเขาต่างก็ได้รับกลับมาเช่นกัน น้ำใจจากเด็กๆ จากชาวบ้าน ที่แวะเวียนมาช่วยงาน แวะเวียนเอาของกินมาฝาก แวะเอารอยยิ้มมาปลอบประโลมความเหนื่อยล้าจากการทำงาน บางครั้งแค่ดอกหญ้าดอกเดียวที่เด็กน้อยส่งให้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังยิ่งใหญ่ให้ลุยงานหนักได้โดยไม่รู้จักเหนื่อย ความรู้สึกเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป…
“บางครั้งฉันเกือบจะร้องไห้เพราะความอ่อนล้าของร่างกาย ความเหนื่อยมันทรมานจริงๆ แต่ฉันคิดเพียงอย่างเดียวว่า ฉันคืออาสาพัฒนา ฉันคือชาวค่ายคนหนึ่ง เป้าหมายที่วางไว้มันยังไม่สำเร็จเลย ความหวังที่รอให้อาคารหลังนี้เสร็จสมบูรณ์มันมากขึ้นทุกที วันยิ่งเหลือน้อยเต็มที ปัญหาทุกอย่างก็เริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มอ่อนแรง ความหวังที่ตั้งใจไว้จะเสร็จไหมหนอ มันช่างตื่นเต้นและกลัวจริงๆ แต่ฉันคิดว่า ‘ใจ’ คือ สิ่งสำคัญ หากเรามีใจรัก มาทำด้วยความเต็มใจ ถึงแม้ไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ความภูมิใจลึกๆ เมื่อหากวันหนึ่งเราย้อนกล้บมาที่นี่อีกครั้ง เราก็เคยทำในส่วนตรงนี้ ถึงแม้ไม่มีใครรู้ก็เถอะ แต่ความทรงจำและความภาคภูมิใจในหัวใจของเรายังเต็มที่อยู่ตลอดเวลา”
กว่า 3 เดือน ที่ร่วมตระเวนขึ้นเหนือล่องใต้ ออกค่ายอาสาพัฒนาไปกับเด็กนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ภายใต้โครงการค่ายสร้างสุข มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เด็กนักศึกษาที่เมื่ออยู่ในกรุงเทพดูเป็นเด็กวัยรุ่นแต่งตัวนำแฟชั่นล้ำยุค ล้ำสมัย หยิบจับอะไรไม่เป็น แต่พออยู่ในค่าย พวกเขาเหล่านั้นก็สามารถสลัดคราบสาวนักช็อป หนุ่มนักเที่ยวออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ ต่างคนต่างลงมือทำงานในหน้าที่ของตนเองโดยไม่ต้องมีใครมาออกคำสั่ง พวกเขาบอกกับฉันด้วยใบหน้าเปื้อนเหงื่อ ทว่าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มว่า “เขามาด้วยใจอาสา…” หลายเรื่องราวกว่าที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ ก็ต้องลงแรงกาย แรงใจ สะบักสะบอมกันมิใช่น้อย นี่ถ้ามิใช่คนที่มาพร้อมหัวใจที่เปิดกว้าง พร้อมจะเรียนรู้ผู้อื่นด้วยความเข้าใจ กระทั่งพร้อมจะฉีกตัวเองออกมาจากความเคยชินเดิมๆ ก็คงไม่อยู่กันจนจบค่าย … คิด แล้วก็อยากให้ผู้ใหญ่หลายๆ คน หรือกระทั่งพ่อแม่ของพวกเขาได้มาเห็นอีกมุมหนึ่งของเด็กที่พวกเขาบอกว่าไม่ เอาไหน ไม่ใส่ใจสังคมพวกนี้จัง…ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขามีเมล็ดพันธ์แห่งความดี อยู่ในตัวเอง เพียงแต่ว่าเมล็ดพันธ์ดังกล่าวจะมีโอกาสเติบโตในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ และที่สำคัญจะมีผู้ใหญ่มองเห็นและหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขาได้ออกไปแสดงพลัง แห่งความดีในตัวเองมากน้อยเพียงใด เมล็ดพันธ์เหล่านี้หากถูกรดน้ำพรวนดินอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็จะเติบใหญ่กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป…….
“ชีวิต ก่อนหน้านี้เป็นโลกที่มีแต่ตัวเอง ครอบครัว เพื่อนสนิท มีแต่ความสะดวกสบาย แต่หลังจากวันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปมากทีเดียว ได้รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น โลกนี้ไม่ได้มีแค่เรา แต่ยังมีเพื่อนมนุษย์อีกมากมายที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก …….”
แม้พวกเขาจะไม่สามารถให้คำมั่นสัญญาว่า กลับออกไปจะเลิกเดินห้าง เลิกกินไก่ KFC พิซซ่า Swensen แต่พวกเขาก็ปฏิญาณตนร่วมกันว่า จะกินให้น้อยลง และทุกครั้งที่กินจะคิดถึงข้าวห่อที่ชาวบ้านแบ่งให้ได้อิ่มท้องพอมีแรงเดิน กลับที่พักในวันที่พวกเขาเดินหลงทางในป่าลึก และนั้นเป็นบทเรียนเรื่องสารอาหารที่ร่างกายคนเราต้องการได้ดีที่สุด
และพวกเขาจะไม่มีวันลืม…อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในโลก…..ข้าวเหนียวจิ้ม น้ำพริก….


มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาได้หมด…กับกับความรู้สึกมากมาย ความอิ่มเอมใจในแต่ละครั้ง
กับการที่ได้เดินทางออกไปค้นหาและเรียนรู้ สุข เศร้า เหงา รัก สะบักสะบอม แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เราหยุดเดิน..เรายังคงเดินหน้าต่อไปทำความฝันของเราให้เป็นจริง ตลอดเส้นทางที่เดินทางเราเชื่อว่าเราจะได้เจอกับมุมเล็กๆที่สวยงามของโลกใบนี้ บนเส้นทางสายนี้ต่อไป…ฝันแห่งศรัทธา
เป็นกำลังใจให้เด็กค่ายและคนสร้างค่ายทุกคน
ขอให้อยู่ร่วมกันและทำเพื่อสิ่งนี้ต่อไป
ด้วยอุดมการณ์และจิตที่อาสาของคนค่ายทุกคน
คน…มี…อุ…ดม…การ…ณ์
คำว่าอุดมการณ์ในใจคุณแท้จริงคืออะไร
ตอบตนเองได้หรือยัง
ชีวิตของคนไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนกับการทำค่ายย่อมมีการถกเถียงปัญหากันบ้างถ้าค่ายไหนไม่มีปัญหาถือว่าไม่ใช่การทำค่าย
ชอบจริงๆเล้ย คำขวัญใครแต่งไว้เอ่ย “จะมีสักกี่ครุยที่ลุยโคลน”